พ.ต.อ.โกสิต กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันที่ 14 ม.ค. น.ส.เอ(นามสมมุติ) อายุ 23 ปี ได้เข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวนสน.เตาปูนว่าถูกผู้ต้องหาลักทรัพย์ โดยน.ส.เอให้การว่า รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านทางแอพพลิเคชั่นบีทอล์ค และได้เข้าไปพูดคุยกันประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นได้นัดพูดคุยกันที่ห้างโลตัส สาขาประชาชื่น ซึ่งน.ส.บีทำงานขายโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ห้างดังกล่าว และได้นัดกันออกไปกินข้าวที่ร้านทะเลอินดี้ในย่านดังกล่าว ต่อมาทางน.ส.เอมีอาการเมาสุรา ทางผู้ต้องหาอาสาขับไปส่งที่พักของน.ส.เอ จนกระทั่งตื่นเช้าอีกวันมา น.ส.เอพบว่ากระเป๋าสะพายที่ใส่ของกลางไว้สูญหาย จึงเดินทางเข้าแจ้งความทันที ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการซ้อนแผนพูดคุยกับผู้ต้องหาผ่านทางแอพพลิเคชั่นบีทอล์ค จนผู้ต้องหาหลงเชื่อนัดกันมาพบที่สถานที่จับกุม โดยยังใส่สร้อยคอและแหวนของผู้เสียหายมาด้วย ทั้งนี้ทางผู้ต้องหาหลังจากก่อเหตุก็ได้โพสท์ภาพชูนิ้วกลางสวมแหวนของกลางและโชว์สร้อยคอทองคำลงแอพพลิเคชั่นบีทอล์คเยาะเย้ยอีกด้วย ก่อนที่จะบล็อกไม่คุยกับผู้เสียหายอีกต่อไป
พ.ต.อ.โกสิต กล่าวด้วยว่า ฝากเตือนประชาชนอย่าไว้ใจใครง่ายๆ เหมือนกรณีนี้ พอมาในคราบคนน่าตาดีๆ ก็ก่อเหตุได้ง่ายๆ เกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายได้แจ้งความไว้วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมได้ภายในเวลา 7 วัน และอยากฝากเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พูดคุยกับบุคคลแปลกหน้า
ทั้งนี้ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เพิ่งจะก่อเหตุครั้งแรก ตอนแรกไม่คิดจะทำ แต่เนื่องจากไม่มีงานทำและไม่มีเงิน จึงลักทรัพย์ของกลางไป โดยไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหาย ส่วนที่ได้โพสต์รูปของกลางลงไปนั้น เป็นการถ่ายรูปเล่น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ จึงประชาสัมพันธ์ผู้เสียหายรายใดเคยถูกก่อเหตุลักษณะดังกล่าวสามารถเข้ามาดูตัวผู้ต้องหาได้ที่สน.เตาปูน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับแอพพลิเคชั่นบีทอล์คนั้น เป็นแอพพลิเคชั่นออนไลน์ โดยเมื่อใครโหลดแอพฯ ขึ้นนี้มาก็จะสามารถเห็นคนที่มีแอพฯ ดังกล่าวในบริเวณโดยรอบ และสามารถเข้าไปพูดคุยกันในแอพฯนี้ได้ ซึ่งคดีนี้ทางผู้เสียหายเข้ามาแอดพูดคุยกับผู้ต้องหาและมีการพูดคุยกันจนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น