เนชั่นทีวี

ข่าว

พศ.เต้นสอบข้อเท็จจริง "พระเกษม"

17 ม.ค. 2558 | wanchat

พศ.เต้นสอบข้อเท็จจริง "พระเกษม"

นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า กรณีพระเกษม ขณะนี้พศ.ให้พศจ.เพชรบูรณ์ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การเสพเมถุนของพระเกษมกับลูกศิษย์ชายกับเจ้าคณะปกครองจังหวัดเพชรบูรณ์ หากพบว่า มีมูลความผิดจริง เจ้าคณะปกครองต้องดำเนินการตั้งสอบอธิกรณ์ปาราชิก เนื่องจากการเสพเมถุนถือเป็นความผิดร้ายแรง ในปาราชิก 4

ได้แก่ 1.เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์) 2.ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) ได้ราคา 5 มาสก(5 มาสกเท่ากับ 1 บาท) 3.พรากกายมนุษย์จากชีวิต(ฆ่าคน) แสวงหาและใช้เครื่องมือประหารและจ้างวานฆ่าคน หรือพูดพรรณาคุณแห่งความตายให้คนนั้นๆยินดีที่จะตาย(โดยมีเจตนาหวังให้ตาย)และ 4.กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน ซึ่งพศ.คงต้องรอให้เจ้าคณะปกครองในพื้นที่ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน
พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ในฐานะอาจารย์คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) กล่าวว่า การที่พระเกษมจะอ้างว่า ได้เสพเมถุนโดยไม่รู้สึกตัวนั้น เป็นไปไม่ได้ หากได้ยอมรับและได้เสพเมถุน ถือว่า ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ซึ่งในสมัยพุทธกาล ก็เคยมีการอ้างประเภทนี้อยู่ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงตัดสินว่า เธอได้ปาราชิกแล้ว สำหรับในยุคปัจจุบันนี้ ยังไม่เคยมีใครอ้างแบบนี้ นอกจากจิตวิปริตถึงจะมีการอ้างแบบได้
รศ.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวว่า ในพระไตรปิฏก ในส่วนอนุบัญญัติ ข้อบัญญัติเพิ่มเติมพระวินัย ได้มีข้อความปรากฏว่า ภิกษุ 5 ประเภทลวงละเมิดพระวินัยแต่ไม่ถือว่าผิดพระวินัย มีดังนี้1.ภิกษุไม่รู้ตัวหรือถูกบังคับไม่ยินดี คือ ไม่มีสติสัมปชัญญะ 2.ภิกษุที่เป็นบ้า 3.ภิกษุที่มีจิตฟุ้งซ่าน ในคำภีร์อรรถกถา ได้อธิบายไว้ว่า พระภิกษุที่ถูกผีเข้าสิง ซึ่งในสมัยปัจจุบันเทียบได้กับการโดนวางยา หรือโดนฤทธิ์ยาบางชนิด เป็นต้น4.ภิกษุผู้มีเวทนา(ความรู้สึก) กล้า ทำอะไรไปไม่รู้ตัว 5.ภิกษุที่เป็นต้นบัญญัติพระวินัย คือ พระรูปแรกที่ทำให้พระพุทธองค์บัญญัติข้อห้าม ซึ่งในอนุบัญญัติทั้ง5 ประเภท เมื่อนำมาเทียบกับกรณี พระเกษม ถือเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ทำผิด หากพระเกษมไม่มีสติ กรณีอื่นที่ทำจะถือว่าไม่มีสติด้วยหรือไม่ ซึ่งพระประเภทนี้จะสร้างความเดือดร้อนให้พระพุทธศาสนา
ถึงแม้ว่า ภิกษุที่เป็นบ้า มีกรณีไม่ต้องอาบัติ ก็จะต้องถูกพิสูจน์ในทางแพทย์ว่า ไม่มีสติหรือบ้าจริงหรือไม่ ซึ่งกรณีของพระเกษมเช่นกัน ต้องพิสูจย์ทางการแพทย์ หากไม่บ้า ก็ต้องรับผิดตามพระวินัย ทั้งนี้ ประโยชน์ของพระวินัยมีไว้ข่มบุคคลผู้หน้าด้าน กรณีพระเกษม จัดอยู่ในข่ายผู้ไม่ยอมรับพระธรรมวินัย ผู้ข่มยาก ผู้ว่ายาก หากปล่อยเป็นเช่นนี้ จะทำให้พระรูปอื่นอ้างตามได้ จะเกิดความวุ่นวายในพระพุทธศาสนารศ.เวทย์ กล่าว
ดร.สวัสดิ์ อโณทัย คณบดีคณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น กล่าวว่า การกระทำผิดพระวินัยต้องประกอบ สจิตติกะ หมายถึง เจตนา จุดเริ่มต้นของการผิดวินัยเสพเมถุน ต้องมีจิตที่กำหนัด ลงมือทำ การกระทำสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ ถือว่า องค์ประกอบของการเสพเมถุนเสร็จสิ้น ซึ่งกรณีของพระเกษม เป็นลักษณะของการเลี่ยงบาลีหรือข้ออ้าง และหากมีการทำถึง 2 ครั้ง ถือว่าซ้ำซ้อน จะอ้างว่า ไม่มีสติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พระวินัยของพระพุทธองค์ เครื่องกระตุ้นจิตสำนึกของพระสงฆ์ ให้มีสติรู้อยู่ว่าทำอะไรลงไป
พระเกษมรู้พระธรรมวินัย แต่เล่นแง่ภาษาลองของลองวิชา ถือว่า เป็นพวกรู้ธรรม แต่ไม่ประพฤติธรรม นำข้อยกเว้นพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์มาอ้าง ที่สำคัญเรื่องการเสพเมถุนถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรที่จะนำมาพพูดกันลอยๆหรือพูดเล่นดร.สวัส กล่าว

ข่าวล่าสุด