เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ทีมสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน นำโดยนางสาวพัชราภรณ์ แก้วโม่ง นายสัตว์แพทย์ พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จ.ตรัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกติดตามพฤติกรรมของพะยูนเพศผู้ทั้ง 3 ตัว ชื่อ แบนะ หยงหลำ และเจ้าไหม ซึ่งอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ทำการติดสัญญาณดาวเทียมบริเวณส่วนหางได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของไทย ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน การหลับนอนและเส้นทางการอพยพย้ายถิ่น เพื่อนำมาประมวลและจัดทำแนวเขตอนุรักษ์พะยูน ป้องกันการสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเลตรังในอนาคตอันใกล้ หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า พะยูนอาจป่วยหรือได้รับอันตรายจากการติดสัญญาณติดตามตัวซึ่งมีความยาวประมาณ 3 เมตรดังกล่าว อาจทำให้ไม่สามารถหากินได้อย่างสะดวก
ทั้งนี้พบพะยูนทั้ง 3 ตัว ยังขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำทุก 3-6 นาที ซึ่งเร็วกว่าปกติคือ ทุก 5-10 นาที แต่ยังว่ายน้ำได้อย่างแข็งแรง ไม่มีอาการบาดเจ็บหรือเหนื่อยล้า และยังส่งสัญญาณดาวเทียมให้ทราบพิกัดที่อยู่อาศัยครบทั้งสามตัวมานานนับเดือนแล้ว โดยถิ่นอาศัยสำคัญๆคือ บริเวณเกาะมุกด์ เกาะลิบง บริเวณร่องน้ำลึก และบริเวณเกาะไหง แต่จะกลับมาหลับนอนในสถานที่เดิมๆคือ บริเวณเกาะมุกด์ เกาะลิบง หาดหยงหลำเป็นต้น ทำให้สามารถประมวลภาพโดยรวมเพื่อนำไปจัดทำแนวเขตอนุรักษ์ได้ในอนาคต แต่ในการลงพื้นที่เฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของพะยูนที่มีสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวทั้ง 3 ตัว พบสิ่งที่ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่วิตกกังวลคือ ในพื้นที่แหล่งหากินที่พะยูนทั้ง 3 ตัวว่ายน้ำหากินอยู่นั้นจะมีการนำอวนปู อวนหมึกมาวางไว้ โดยที่พะยูนก็ว่ายน้ำเข้าไปหากินในบริเวณใกล้ๆ จึงเกรงว่าสายสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวซึ่งยาวประมาณ 3 เมตร จะไปเกี่ยวกับอวนหรือเครื่องมือทำประมงทำให้ไม่สาสมารถว่ายน้ำขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำและอาจทำให้จมน้ำตายได้
ด้านอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมยืนยันจะเดินหน้าศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวงจรชีวิตของพะยูนต่อไปแม้จะมีกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้าน ซึ่งนายมาโนช วงษ์สุรีย์รัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมจ.ตรัง ได้ชี้แจงกับทีมงานสัตวแพทย์ฯว่า ได้นำเทคโนโลยีทั้งหมดมากจากประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศที่มีประสบการณ์การติดแท๊กพะยูนมานับพันตัว ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าพะยูนว่ายน้ำวันละไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตร และยังส่งสัญญาณดาวเทียมให้ทราบพิกัดทุกวัน โดยทั้งสามตัวยังแข็งแรงสมบูรณ์ดีและยันไม่มีผลกระทบใดๆ กับพะยูน