นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กล่าวปาฐกถาในงานสานพลังเจ้าหน้าที่ของรัฐในการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดโดย คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

โดยระบุว่า  ตอนนี้กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้เดินหน้าไปอย่างมาก โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รับความฟังคิดเห็นของสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. จากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญร่างแรกให้เสร็จภายในวันที่ 17 เม.ย. 2558 เพื่อเสนอให้สปช.ให้ความคิดเห็นต่อไป แล้วเมื่อเสนอสปช.แล้วทางสมาชิกสปช.สามารถทำคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ภายในเดือนพ.ค.2558 หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไปดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงให้เสร็จเป็นรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายภายในวันที่ 23 ก.ค.2558 และนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นเสนอให้สปช.อีกครั้ง โดยสปช.มีเวลาอภิปรายอีก 15 วัน วันสุดท้ายที่สปช.ต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 6 ส.ค.2558
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า สปช. ไม่ให้ความเห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดให้ยุบทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสปช. และห้ามคนที่เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสปช.กลับมาเป็นดำรงตำแหน่งใหม่อีก แปลว่า อินจันคู่แฝดนี้ต้องตายตกตามกันไป แต่ถ้าสปช.ให้ความเห็นชอบ จะต้องให้เวลาแก่สำนักอาลักษณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีชุบหมึกเขียนลงบนสมุดไทยแบบโบราณเล่มใหญ่ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าในวันที่ 4 ก.ย.2558 และโดยธรรมเนียมและโดยรัฐธรรมนูญนั้นทรงมีพระราชอำนาจที่จะพิจารณาถึง 90 วัน
ถ้าคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้สมควรได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผ่านการประชามติก็มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งก่อนลงประชามติจะต้องมีการเปิดให้มีการชี้แจงและอภิปรายเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาอีก 3-4 เดือนกว่าจะผ่านประชามติ นายบวรศักดิ์ กล่าว
เรื่องอะไรก็ตามที่คิดว่าจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อสถาบันชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะหลีกเลี่ยง เช่น ข้อเสนอการให้เลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงนั้นมีความเสี่ยง เพราะว่ายังไม่มีประเทศไหนเคยใช้ มีความเสี่ยงต่อการที่รัฐบาลจะเข้มแข็งมากจนกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการและไม่สามารถควบคุมตรวจสอบได้ เป็นความเสี่ยงที่เราไม่ควรลงไปเสี่ยง
นอกจากนี้จะต้องมีกระบวนการที่จะทำอย่างไรเพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้สามารถมีภูมิคุ้มกัน แก้ปัญหาของบ้านเมืองในอดีตได้ โดยเฉพาะผู้มีเงินมหาศาล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่สามารถควบคุมพรรคการเมืองและสั่งให้สมาชิกพรรคการเมืองลงมติตามที่ต้องการได้ทั้งที่สวนกระแสความรู้สึกของประชาชน ตรงนี้ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พยายามนำระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อผสมสัดส่วนที่เอาคะแนนเสียงของประชาชนมาทุกคะแนนมานับ และการไม่บังคับให้สส.ต้องสังกัดพรรคน่าจะพอแก้ปัญหาได้
ส่วนเรื่องการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเป็นสส.นั้นทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องนี้โดยย้อนหลังไปในอดีตจนพบว่าเคยมีปัญหา โดยรัฐธรรมนูญพ.ศ.2521-2534 บัญญัติให้ประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นประธานรัฐสภา และบัญญัติว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นคนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตั้งนายกรัฐมนตรี และไม่มีการบัญญัติให้การเลือกนายกรัฐมนตรีให้ทำโดยสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้น ในทางปฏิบัติตั้งแต่ปี 2521-2539 ประมาณ 20 ปี จึงให้เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จและถึงแม้จะมีประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากผู้แทนราษฎรแต่ไม่ได้เป็นประธานรัฐสภา และก็ไม่เป็นผู้ทูลเกล้าฯนายกรัฐมนตรี แต่กลับเป็นหน้าที่ของประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้ง และวิธีการนำความกราบบังคมทูลให้ตั้งนายกรัฐมนตรีในวันนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนให้สส.ลงมติในสภา ประธานวุฒิสภาก็สามารถไปให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงแข่งและมีสส.ในสภาลงนามในจดหมายฉบับหนึ่งว่าสนับสนุนให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ลงคะแนนกันในสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้เองจึงเป็นที่มาให้ในปี 2535 มีการไปสนับสนุนให้คนที่ไม่ได้เป็นสส.เป็นนายกรัฐมนตรีและก่อให้เกิดมีการชุมนุมในปี 2535 ขึ้นมา จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องให้มีการเขียนในรัฐธรรมนูญเลยว่าผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส. นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาและเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับให้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยมีการทำมาก่อนและให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้นจึงให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นส.ส. และต่อมารัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ก็ยังคงหลักการนี้เอาไว้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วิกฤตในปีที่ผ่านมาและเสียงเรียกร้องว่าวิกฤตนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยรัฐบาลและฝ่ายค้านในเวลานั้น
หลายคนบอกว่าให้ไปใช้มาตรา 7 ซึ่งเขียนสั้นๆว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับแก่กรณีใดก็ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พูดง่ายๆก็คือ ขอพระบารมีพระมหากษัตริย์ลงมาแก้ปัญหา ซึ่งก็สวนพระราชดำรัสที่พระราชทานกับตุลาการเอาไว้ในปี 2549 ว่ามาตรา7ไม่ได้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการทรงกระทำการใดก็ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจเอาไว้ แต่คนไทยยังเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 เพราะวันนั้นเกิดวิกฤตจนท้ายที่สุดทหารต้องประกาศใช้อัยการศึกและทำการรัฐประหาร โดยสรุป คือ การไปบัญญัติให้สส.เท่านั้นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จึงเป็นการปิดประตูตายในเวลาวิกฤต
นายบวรศักดิ์ ระบุว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเถียงกันเรื่องนี้มากกว่าถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเลือกตั้งเข้ามา รัฐธรรมนูญเขียนอยู่แล้วว่า 1.ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 2.การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีต้องทำในสภาผู้แทนราษฎร ในภาวะปกติแน่นอนว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนจะเอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องเอาคนที่เป็นสมาชิกพรรคและเป็น ส.ส.เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีตามธรรมชาติ แต่สาเหตุที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เขียนให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.อีก เพราะถ้ามันเกิดวิกฤตอีกครั้ง รัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางออกให้ และต้องใช้วิธีทางนอกรัฐธรรมนูญอีกอย่างนั้นหรือ
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า มี 26 ประเทศที่บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. แต่ประเทศกว่า 70 ประเทศไม่ได้เขียนกำหนดไว้ และเมื่อดูตามข้อเท็จจริงที่ว่าการรัฐประหาร 22 พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดจากทางตันของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีทางเอาคนอื่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าควรเหลียวไปดูโลกาภิวัฒน์ที่ให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นสส.ด้วย
ขอกราบเรียนเรื่องนี้ว่าไม่ได้มีวาระเอาซ่อนเร้นที่จะเอาใครเข้ามาเป็นอะไรทั้งสิ้น เพราะเราต้องดูภูมิสังคม ปัญหาบ้านเมืองเรา เราดูหลักการสากล เหลียวซ้ายไปดูภูมิสังคมบ้านเมืองเราที่เกิดปัญหาแล้ว รัฐประหารครั้งนี้เกิดจากการที่เขียนรัฐธรรมนูญผูกมัดรัดตึงเกินไป ทั้งๆที่ต้องการให้คนกลางมาเป็นก็ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เหลียวไปดูต่างประเทศก็มี 26 ประเทศเท่านั้นที่เขียนให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงต้องตัดสินใจหาทางตรงกลาง คือ มีหลักประกันแน่ชัดแล้วว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นคนนำความกราบบังคมทูลให้ตั้งนายกรัฐมนตรี และสส.จากการเลือกตั้งจะเป็นคนลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ กล่าว