คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอำเภอกันตัง กรณีบริษัทธุรกิจฟาร์มกุ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก. จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 447 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เพื่อทำนากุ้ง แต่ถูกชาวบ้านในพื้นที่ 2 หมู่บ้าน คือ ชาวบ้านหมู่ที่ 3 บ้านมดตะนอย และชาวบ้านหมู่ที่ 8 บ้านสุไหงบาตู รวม 27 ครัวเรือน ร้องเรียนว่าเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก.ดังกล่าว ได้มาไม่ถูกต้องเนื่องจากไปทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน เนื้อที่รวมกว่า 243 ไร่ , บ้านเรือน 7 หลังคาเรือน และหลุมฝังศพ (กุโบว์)อีก 1 แห่ง และไปบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนอีกนับร้อยไร่ จึงขอให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาที่ดินคืนมาให้แก่ประชาชน
ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านสุไหงบาตูอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมาได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว แต่ตัวแทนบริษัทไม่สามารถชี้รับรองแนวเขตการถือครองที่ดินของบริษัทได้ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ระหว่างทั้ง 3 ฝ่าย (บ.ธุรกิจฟาร์มกุ้ง ,ชาวบ้าน และพท.ป่าชายเลน)โดยในวันนี้ (19พย.) ตัวแทนบริษัทได้เดินนำคณะกรรมการเข้าไปดูพื้นที่การถือครอง
เพื่อทำสัญลักษณ์ไว้ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการได้ลงพื้นที่เพื่อทำการรังวัดแนวเขตการถือครองที่ชัดเจนต่อไป ทางด้านชาวบ้านหลังทราบข่าวว่าคณะกรรมการฯให้ตัวแทนบริษัทเข้ามาชี้รับรองแนวเขต ต่างก็เกิดความไม่สบายใจ ไม่มั่นใจว่าจะสามารถคืนความเป็นธรรมให้แก่พวกตนได้ จึงเข้าไปสังเกตการณ์ทำงานของเจ้าหน้าที่และตัวแทนของบริษัทอย่างใกล้ชิดด้วย
ทั้งนี้พบว่าในพื้นที่แม้ทางบริษัทได้หยุดดำเนินการปรับไถพื้นที่ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ทางบริษัทได้ดำเนินการเลี้ยงกุ้งแล้ว จากเดิมยังไม่ได้ดำเนินการมีแค่การเตรียมความพร้อมของบ่อและอุปกรณ์การเลี้ยงไว้เท่านั้น นอกจากนั้นพบว่า ตัวแทนบริษัทยังได้เดินนำคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่การถือครองของบริษัทซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่ป่าสมบูรณ์อีกจำนวนมาก และเป็นระยะทางยาว
นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการฯ กล่าวว่า คณะกรรมการฯกำลังดำเนินการเพื่อให้มีการรังวัดที่ดินเพื่อทำการพิสูจน์สิทธิ์การถือครองกัน
โดยให้ตัวแทนบริษัทมาชี้รับรองแนวเขตของบริษัทว่าอยู่ตรงไหนอย่างไร เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์การถือครองต่อไปว่าตรงพิกัดไหนเป็นของพื้นที่ป่า ,ของชาวบ้านและของบริษัท ซึ่งคาดว่าการทำงานจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ส่วนการพิสูจน์สิทธิ์ดังกล่าวจะสามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติในคณะกรรมการระดับอำเภอหรือไม่ ไม่สามารถตอบ เพราะหากมีปัญหาติดขัดก็จะต้องรายงานจังหวัดให้ได้รับทราบและดำเนินการต่อไป
นายเกษม หมานหรา อายุ 45 ปี ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม แม้การเดินรังวัดที่ดินเป็นกระบวนการทางวิชาการ เพื่อพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินที่ใช้กัน เนื่องจากนายทุนเป็นบริษัทใหญ่กลัวว่าจะสามารถเคลียกับหน่วยงานต่างๆได้ ทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องเสียที่ดินที่ทำกินมายาวนาน ให้แก่นายทุนไป
ทุกวันนี้ประชาชนได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากที่ดินถูกนายทุนเอาไปถือครองแล้ว และพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์ที่ชาวบ้านเคยใช้ร่วมกันจับสัตว์น้ำเลี้ยงชีพ และนำเยาวชนทำกิจกรรมอนุรักษ์ขณะนี้ก็ไม่สามารถดำเนินการแล้วถูกนายทุนบุกรุกไปแล้วนับร้อยไร่ พร้อมกล่าวอย่างถอดใจว่าส่วนตัวก็ไม่ทราบว่าจะมีหน่วยงานใดที่ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งประชุมพิจารณาปัญหาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับอำเภอ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา พบข้อเท็จจริงในการครอบครองที่ดินของบริษัทแล้วส่วนหนึ่งเมื่อ นายสุพัฒน์ บุษบงก์ไพฑูรย์ หัวหน้าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 40 รายงานในที่ประชุมว่า ที่ดิน นส.3ก.จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 447 ไร่ ที่บริษัทธุรกิจฟาร์มกุ้งครอบครองอยู่นั้น
ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง สาขากันตัง ได้นำพิกัดฉากส่งมายังเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบเบื้องต้น 270ไร่ พบว่ามีการครอบครองจริง 290 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ทำประโยชน์แล้ว 76 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 86 ไร่ ยังไม่ได้เข้าทำประโยชน์ ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ จึงตั้งข้อสังเกตว่า การออกเอกสารสารสิทธิ์ในบริเวณนี้ อาจจะมีความคลาดเคลื่อน
แต่ท้ายที่สุดในการพิจารณาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะต้องนำข้อมูลที่ได้จากการรับรองแนวเขตของบริษัทในวันนี้ เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดิน สาขากันตัง ได้ลงทำการรังวัดที่ดินอย่างชัดเจนเป็นลำดับต่อไป จึงจะทราบได้ว่าขอบเขตการถือครองของบริษัท ของชาวบ้านและพื้นที่ป่าอยู่พิกัดไหนอย่างไร มีการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ทำกินชาวบ้าน และบุกรุกพื้นที่ป่าแค่ไหนอย่างไร จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนต่อไปได้