นาง มากาเร็ตต้า วอลสตรอม บอกว่ามีเพียง 150 ครัวเรือนเท่านั้น ที่ได้รับการย้ายไปที่พักอาศัยแบบถาวร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรบ้านของรัฐบาล
โดยผู้รอดชีวิตหลายคนแสดงความคิดเห็นว่าขบวนการฟื้นฟูเป็นไปอย่างล่าช้าเกินไป
การถือครองที่ดินเป็นประเด็นปัญหาหลักของโครงการการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับผู้ประสบภัย
อย่างไรก็ตาม มีภาคเอกชนที่เข้าร่วมให้ความช่วยเหลือ เช่น ผู้พัฒนาอสังหาริมสรัพย์ขนาดใหญ่ของฟิลิปปินส์ SM Prime Holdings ที่ช่วยให้คนในเมืองโบโก จังหวัดเซบู กว่า200ครัวเรือน ย้ายเข้าบ้านถาวร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน 1,000 หลังคาเรือนที่ทางบริษัทจะจัดให้ภายในปลายปีนี้ เพื่อช่วยผู้ประสบภัยที่มาจากครอบครัวยากจน
โดยนางวอลสตรอมบอกว่า ภาคเอกชนเป็นผู้ร่วมมือที่สำคัญในการฟื้นฟู
กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือจากสหราชอาณาจักรบอกว่า ปัญหาที่พบในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยไห่เยี่ยนคือการขาดความร่วมมือที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับองกรณ์ต่างชาติ
โดยบางครั้ง มีการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้มีผู้ประสบภัยบางคนได้รับการช่วยเหลือหลายครั้ง ระหว่างที่บางคนไม่ได้รับเลย