เนชั่นทีวี

ข่าว

คุกกองปราบเฮี้ยน....คนงานหนีกระเจิงกลางดึก

11 พ.ย. 2557 | lastman

คุกกองปราบเฮี้ยน....คนงานหนีกระเจิงกลางดึก

กองบังคับการปราบปราม ได้เปิดประมูลให้รื้อถอนอาคาร บก.ป.เก่า ทั้งหมด 2 ตึก โดยผู้ประมูลได้งานไป ส่งคนงานเข้าทำการรื้อห้องขังกลางดึก กลับเจอเหตุไม่คาดฝัน ถึงกับต้องหนีกระเจิง ไม่ยอมรื้อถอน


กองปราบปราม ย้ายสถานที่ตั้งจากย่านสามยอด มาใช้พื้นที่ของกองทะเบียน ถนนพหลโยธิน ในปี 2537 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน (2557) เป็นเวลาราว 20 ปี สภาพอาคารสถานที่ต่างๆ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา โดยอาคารหลังนี้เป็นอาคารสีฟ้า มีความสูง 4 ชั้น และห้องใต้ดินอีก 1 ชั้นซึ่่งเป็นอาคารที่อยู่หลังในสุด จากประตูทางเข้าของถ.พหลโยธิน เมื่อเดินขึ้นบันไดทางขวาของตึก จะพบห้องทางด้านขวา คือห้องขัง ที่เล่าขานกันมานาน เมื่อเปิดเข้าไปจะพบกับรองสารวัตรที่ทำหน้าที่ดูแลห้องควบคุมผู้่ต้องขัง ซึ่งหลังประตูบานที่อยู่ข้างหลังของรองสารวัตร จะเป็นประตูทางเข้าห้องขังเมื่อเปิดเข้าไปด้านซ้ายจะเป็นห้องขัง ลักษณะรูปตัวที จะถูกแบ่งเป็น 4ห้องเล็กๆ และห้องข้างในสุดจะเป็นห้องโถง ซึ่งมีบรรยากาศ ทึบๆ ถึงแม้ว่าจะมีพัดลมดูดอากาศ 2ตัว และพัดลม 6 ตัว ซึ่งในส่วนของห้องโถงนี่แหละเป็นส่วนที่ผู้ต้องขังหลายคนจะพบกับสิ่งประหลาดที่ยากจะพิสูจน์ได้ โดยเริ่ม เมื่อประมาณช่วงปี 2550 หลังจากมีเหตุผู้ต้องหาพยายามที่จะผูกคอตายถึง 3 ครั้ง แต่สำเร็จเพียงแค่รายเดียวและถือเป็นที่มาของชายชุดแดงย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ผู้ต้องหาผูกคอพยายามจะฆ่าตัวตายรายแรก ๆที่ห้องขังกองปราบปราม 3 รายนั้น รายแรกเป็นวัยรุ่น ซึ่งถูกจับกุมคดีพรากผู้เยาว์ และข่มขืนกระทำชำเราแฟนสาว แต่สิบเวรห้องขังช่วยไว้ได้ทันรายที่ 2 คือกรณีที่ตำรวจ บก.ปดส.(ในขณะนั้น) ปัจจุบันยุบหน่วยงานไปแล้ว และมีการจัดตั้ง บก.ปคม.ขึ้นมาแทน จับกุมตัวนายฉลาด เสนารัตน์ วัย 40 ปี อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ต้องหาข่มขืนหลานสาว วัย 11 ปี จนตั้งครรภ์ ได้ใช้เสื้อสีแดงผูกคอตายกับลูกกรงหน้าต่างห้องขัง เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ตำนานเล่าขานเรื่อง ผีเสื้อแดง เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้สวมใส่เสื้อสีแดง ในวันก่อเหตุรายที่ 3 คือ นายศักดิ์ชัย อุตตะละ อายุ 50 ปี อาจารย์ประจำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้ตกเป็นผู้ต้องหากระทำชำเราลูกศิษย์วัย 13 ปี ใช้กางเกงขายาวผูกคอกับลูกกรงเหล็ก แต่เจ้าหน้าที่สิบเวรห้องขัง เข้าช่วยเหลือได้ทัน แต่หลังจากประกันตัวต่อสู้คดี นายศักดิ์ชัย เดินทางกลับไปอาศัยที่บ้านเกิด ก็ได้ผูกคอตายอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกหลังจากนั้นมาอาถรรพ์ความลี้ลับวิญญาณผีเสื้อแดง ได้สร้างความสะพรึงกลัวให้แก่ผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่ถูกควบคุมตัวและนำมาขังไว้ที่ห้องขังแห่งนี้ แต่ละรายที่ถูกหลอกหลอน จะบอกตรงกันว่า ถูกผีเสื้อแดงมาคอยมากระซิบข้างหูในขณะนอนหลับว่า ให้ไปผูกคอตาย เพื่อที่จะหาตัวตายตัวแทนนั้นเองเช่นเดียวกับกรณีของนายพิพัฒน์ แนบเนียน อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาคดีปลอมแปลงบัตรเครดิต ที่เกิดอาการคล้ายถูกผีเข้า ชักดิ้นชักงอ ร้องโหยหวน จนเพื่อนผู้ต้องหาต้องช่วยกันปฐมพยาบาล หลังช่วยชีวิตไว้ได้ เจ้าตัวบอกว่า "เห็นชายใส่เสื้อแดง โดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นผู้ต้องหาที่ผูกคอตายในห้องขัง มานั่งคุยด้วย "หลังจากนั้นเรื่อยมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่หาเหตุผลมาตอบคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ เช่น กรณีนายสมบูรณ์ ทองคำ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ ร้องขอให้สิบเวรประจำห้องขังกองปราบปราม ช่วยเหลือ หลังจากอ้างว่าระหว่างที่นอนหลับไป รู้สึกเหมือนมีคนมาสะกิดที่ขา จึงหรี่ตาขึ้นมาดูด้วยอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ปรากฏมีชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ปลายเท้า มาชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน พร้อมทั้งสั่งให้ลุกขึ้นไปอาบน้ำแปรงฟัน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านอนอยู่คนเดียวจะมีชายที่ไหนมานั่งคุยอยู่ด้วย แต่พอล้มตัวลงนอนอีกครั้ง กลับได้ยินเสียงกระซิบข้างหู บอกให้ไปนับซี่ลูกกรง แล้วเลือกว่าจะเอาซี่ไหน พร้อมกับสอนวิธีผูกคอตายเพื่อพ้นจากความผิดให้อีกด้วยนอกจากเรื่องในห้องขัง แล้วยังมีเรื่องที่น่าชวนให้สงสัย เพราะทุกคืนในเวลาประมาณ 22.00 น.เป็นต้นไป สุนัขที่อาศัยอยู่ในกองปราบปราม จะพร้อมใจกันเห่าหอนรับกันเป็นทอดๆ ส่งเสียงให้ชวนวังเวง บ้างก็ว่าเป็นเพราะสุนัขได้พบเห็นวิญญาณที่ยังวนเวียนภายในกองปราบนั้นเองร.ต.ต.สำเริง ใจแสน ร้อยเวรซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำห้องขัง บก.ป.กล่าวว่า สำหรับกรณีการใช้ห้องขัง บก.ป.นั้น ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาสั่งการลงมา ตนกับเพื่อนก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนผู้ต้องหาที่จะถูกคุมตัวไว้ถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครแล้ว ยังคงจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคำสั่งให้ย้ายไปใช้ห้องขังใหม่ แต่เท่าที่ทราบคือห้องขังที่ปรับปรุงอยู่ยังไม่เรียบร้อย และมีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก จึงเกรงว่าจะมีผลกระทบหากมีการคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมๆ กัน หลายราย รวมทั้งผู้ต้องหาต่างเพศกันร.ต.ต.สำเริง กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาที่ตนเข้าเวรคนเดียวตอนกลางคืน ก็เคยพยายามจะยืนบอกกับผู้ต้องหาที่เสียชีวิตในห้องขังนี้โดยไม่ได้รู้สึกกลัว ถึงจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ ถ้าได้เจอก็จะบอกว่า ขอให้กลับบ้านเถิด ห้องขังนี้อีกไม่นานก็จะรื้อแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้เจอหรือได้คุยด้วยเลยสักครั้ง ร.ต.ต.สำเริง กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด