สธ.เผยผู้ป่วยจิตเวชมีราว 6 แสน 20 % เสี่ยงก่อรุนแรง
05 พ.ย. 2557 | wanchat

5 พ.ย.57 - สธ.เผยยอดผู้ป่วยจิตเวชมีราว 6 แสนคน ร้อยละ 20 มีอาการที่เสี่ยงก่อความรุนแรง รองนายกฯเผยเตรียมปรับแก้กฎหมายสุขภาพจิต หวังเปิดโอกาสผู้ป่วยได้รับบริการอย่างเท่าเทียม
ข่าว
05 พ.ย. 2557 | wanchat

5 พ.ย.57 - สธ.เผยยอดผู้ป่วยจิตเวชมีราว 6 แสนคน ร้อยละ 20 มีอาการที่เสี่ยงก่อความรุนแรง รองนายกฯเผยเตรียมปรับแก้กฎหมายสุขภาพจิต หวังเปิดโอกาสผู้ป่วยได้รับบริการอย่างเท่าเทียม
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่กรมสุขภาพจิต นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ กล่าวในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติครั้งที่ 1/2557ว่า การดูแลผู้ป่วยสุขภาพจิตจำเป็นต้องมีการปรับปรุง พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 เพื่อให้การทำงานรอบด้านมากขึ้น เบื้องต้นได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของสิทธิในการบำบัดรักษาผู้ป่วย เช่น กรณีสิทธิประกันสังคม(สปส.) เดิมทีไม่คุ้มครองผู้พยายามฆ่าตัวตาย แต่ล่าสุดให้มีการคุ้มครองแล้ว ซึ่งตรงนี้ได้กำชับว่าทุกสิทธิจะต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าอยู่สิทธิไหน รวมทั้งกรณีผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสิทธิ โดยไม่มีสถานะ หรือไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเกิดจากการจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร รวมไปถึงคนชายขอบ คนไร้สถานะ คนต่างด้าว ทั้งหมดประมาณ 4 แสนคน จะต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างทั่วถึง
หน่วยงานไหนจะมาดูแลระหว่างกรมสุขภาพจิต กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ก็ต้องมาหารืออีกครั้ง ซึ่งในการปรับแก้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการนำเข้าการประชุมคณะกรรมการสุขภาพจิตฯ อีกครั้งในเดือนมกราคม 2558 เพื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ ต่อไป นายยงยุทธ กล่าว
ด้านพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยจิตเวชมีประมาณ 6 แสนคน โดยร้อยละ 20 มีอาการที่เสี่ยงก่อความรุนแรงได้ จนเกิดความกังวลว่า จะทำอย่างไรในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชส่วนหนึ่งเมื่อเข้ารับการรักษาจนหาย แต่ถ้าไม่มีการเฝ้าระวังหรือติดตามอย่างใกล้ชิด ย่อมมีโอกาสกลับมาป่วยซ้ำ และมีอาการรุนแรงขึ้นจนก่อคดีเหมือนที่เป็นข่าว ดังนั้น การปรับปรุงพ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ จะเน้นทำงานเชิงรุก ป้องกันปัญหา อาทิ การเปิดโอกาสให้พนักงานเจ้าหน้าที่สุขภาพจิตมีสิทธิตามกฎหมายเข้าไปรับตัวผู้ป่วยในบ้านพัก หรือในสถานที่ส่วนตัวได้ทันทีโดยไม่ผิดกฎหมาย หากกรณีที่พบว่าผู้ป่วยรายนั้นมีอาการทางจิตที่สุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงแก่สังคม ซึ่งปัจจุบันพนักงานเจ้าหน้าที่สุขภาพจิตมีประมาณ 6,590 คนทั่วประเทศที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว
จะต้องพัฒนาฐานข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชใหม่ เพื่อให้สามารถทราบภาวะสุขภาพจิตอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตระดับพื้นที่ ที่มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) เป็นเลขานุการ จะทำหน้าที่สำรวจสุขภาพจิตของคนในชุมชนผ่านเครื่องมือเฉพาะที่พัฒนาขึ้น เพื่อคัดกรองว่ากลุ่มไหนมีปัญหาสภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกรณีผู้ป่วยจิตเวชรุนแรง จะต้องได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ทางกรมฯ อยู่ระหว่างพัฒนาข้อมูลในการติดตามตัวเฉพาะราย เพื่อติดตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยจะเป็นความลับระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งเรื่องนี้จะมีประโยชน์ในแง่การเฝ้าระวังและป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ พญ.พรรณพิมล กล่าว