เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง 6 -ปทุมวัน เจ้าหน้าที่อัยการได้นัด นพ.พิสิฐ ตันติวัฒนากุล อายุ 40 ปี เจ้าของคลินิก ออล ไอวีเอฟ ย่านเพลินจิต ซึ่งทำอุ้มบุญให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผู้ต้องหาคดีประกอบกิจการและดำเนินสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ควบคุมและดูแลให้แพทย์ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในสถานพยาบาล ปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล 2541 เข้ารายงานตัวเพื่อฟังการสั่งคดี ภายหลังที่อัยการ มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น อาทิ การยืนยันรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุ ที่ชั้นใด เนื่องจากอาคารที่ประกอบการมี 2 ชั้น และการสอบถามความเห็นจากแพทยสภา
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลานัด นายเจริญเดช ศัลยพงษ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 -ปทุมวัน และอัยการคณะทำงาน รวม 4 คน ได้แถลงว่า พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี มีหนังสือแจ้งอัยการว่า ยังรวบรวมผลการสอบสวนเพิ่มเติมประเด็นต่างๆ ไม่แล้วเสร็จ โดยขอเวลาอีก 30 วันดำเนินการพร้อมส่งผลสรุปการสอบสวนเพิ่มเติมให้อัยการ ทั้งนี้ในส่วนของ นพ. พิสิฐ ผู้ต้องหา ได้มารายงานตัวกับอัยการก่อนวันนัดแล้ว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเข้าใจว่า นพ.พิสิฐ คงได้มีการประสานสอบถามกับพนักงานสอบสวนก่อนแล้วว่าผลการสอบสวนเพิ่มเติมยังไม่แล้วเสร็จจึงได้เดินทางมารายงานตัวกับอัยการก่อน และด้วยเหตุจำเป็นที่พนักงานสอบสวนยังต้องใช้เวลารวบรวมผลสอบสวนเพิ่มเติมอีก 30 วัน ดังนั้นอัยการจึงแจ้งให้ นพ.พิสิฐ ผู้ต้องหา มารายงานตัวกับอัยการอีกครั้งในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ เวลาประมาณ 10 โมงเช้า ซึ่งวันดังกล่าวผู้ต้องหา ต้องเดินทางมาพบอัยการเหมือนทุกครั้ง หากอัยการได้ผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะได้ทำความเห็นสั่งคดีกับผู้ต้องหาต่อไปว่า พยานหลักฐานเพียงพอฟ้อง หรือไม่ฟ้องเพียงใด อย่างไร
นายเจริญเดช กล่าวย้ำด้วยว่า คดีนี้ไม่ได้ยุ่งยาก การพิจารณาสำนวนพยานหลักฐาน ต้องดูขพฤติการณ์และเจตนาของผู้ต้องหาว่า การเปิดสถานพยาบาลนั้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ ขณะที่แม้คดีมีอายุความสูงสุด 10 ปี แต่อัยการจะไม่ปล่อยให้เวลาในการพิจารณาสั่งคดี ต้องล่วงเลยจนครบอายุความ 10 ปี