ประเด็นที่ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จะพูดถึงความสำคัญของไทยในการเชื่อมโยงระหว่าง อาเซียนกับยุโรปก็คือ "การขยายความเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรป ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำทางการเมือง ยึดมั่นพันธกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านทรัพยากรและการลงทุน"
คำว่า "ความเป็นผู้นำทางการเมือง" นั่นแหละที่แสดงให้เห็นตัวตนของพล.อ.ประยุทธ์ แม้ว่า จะไม่มีการกล่าวถึงประเทศไทย และผู้นำในปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับชาติอื่นในภูมิภาคอาเซียนแล้ว "องค์ประกอบ" ดูจะเอื้อต่อประเทศไทยมากกว่า
ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึง อยุทธศาสตร์การดำเนินการ 3 ด้าน แล้วก็ดูจะยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อทิศทางที่ว่านั้น ประเทศไทยกำลังเดินไปในขทิศทางนั้นไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มบทบาทความเป็นหุ้นส่วนกับเอเชีย สร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียว มีการร่วมระดมทุน การร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชีย การถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และเทคโนโลยี ซึ่งไทยเองก็มีโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อพัฒนาการขนส่งสินค้า บริการและแรงงาน เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ รองรับประชาคมอาเซียนและความร่วมมือเอเชีย-ยุโรปในอนาคต พร้อมพัฒนายุทธศาสตร์เส้นทางการค้าใหม่ๆ
การบริหารจัดการความเสี่ยง ที่อาจเกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค โดยมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อการพัฒนาและความร่วมมือที่ยั่งยืน
และประการสุดท้าย การขยายความตกลงการค้าเสรีระหว่างเอเชียและยุโรป เช่นเดียวกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก โดยให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจได้มีการหารือกัน
ที่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดไปนั้นหมายถึงประเทศไทย ก็เพราะปัจจุบัน ไทยพยายามแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยนั้นมีความเป็นศูนย์กลางของการขนส่งจากทางเหนือ คือจีน ไปยังฝั่งทะเลจีนใต้ อ่าวไทย หรือกระทั่งฝั่งอันดามัน
การหารือระดับทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับผู้นำจีน ก็ไดรับคำยืนยันจากผู้นำจีนว่า แม้สถานการณ์เปลี่ยน และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และยังเห็นชอบในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือที่ดี นอกจากจะเชิญชวนนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนแล้วยังยืนยันว่า จีนยังคงสนใจที่จะทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง
แต่การดึงเอาพันธมิตรที่พร้อมจะลงทุนในระบบขนส่งนั้นยังไม่เพียงพอ เมื่อจุดเชื่อมต่อทางด้านตะวันตกยังคงเป็นปัญหา สายสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจึงถูกนำมาใช้ และชักชวนมาร่วมทุนที่โครงการทวายในลักษณะ รัฐบาลไทย รัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลเมียนมาร์
ก่อนเดินทางมาร่วมประชุมที่มิลาน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เดินทางไปเยือนเมียนมาร์เป็นประเทศแรกและมีการเจรจาถึงความร่วมมือดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ชายแดนด้านตะวันออก ก็มีการนำร่องไปโดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ประฏิมาประกร พูดคุยกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
การเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ กับ สมเด็จฮุน เซน ที่มิลาน จึงเป็นการรับรองผลการเจรจาเบื้องต้นของ พล.อ.ธนะศักดิ์ โดยสมเด็จฮุน เซน และพล.อ.ประยุทธ์ ต่างเห็นพ้องกันว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่เป็นอุสรรคต่อการค้า การลงทุนเช่นเดียวกับ สิงคโปร์ ที่เชิญชวนให้ไทยร่วมทุนในการแปรรูปสินค้า นั่นก็คือ การเป็นหุ้นส่วนกับสิงคโปร์ที่ไม่มีสินค้าแต่มีความรู้และมีเครือข่ายในการกระจายสินค้า
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะมีการเจรจาระดับทวิภาคีกับชาติตะวันตกอย่างน้อย 2 ประเทศ คือ สวิสเซอร์แลนด์และฮอลแลนด์ แต่จะมีชาติอื่นอีกหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องจับตามองกันต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม การพูดคุยกับทูตและนักธรกิจไทยในยุโรปในค่ำคืนที่ 15 ตุลาคม นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยืนยันว่า นับจากนี้ รัฐบาลไทยและ คสช.จะเดินไปสู่เป้าหมายคือ การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อให้มีรัฐบาลที่มาจากกาารเลือกตั้ง ตามที่กำหนดเอาไว้เป็นโรดแม็พ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องบมีกฎอัยการศึกต่อไป เนืองจากสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้ยกเลิก และบอกว่าประเทศไทยติดกับดักคำว่า ประชาธิปไตย
ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศนั้นก็เพราะรัฐบาลชั่วคราวนั้นไม่สามารถทำงานได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลนี้จะยึดติดกับเก้าอี้-ตำแหน่ง หากแต่พร้อมที่จะลาออกทุกเมื่อ หากว่าประเทศสามารถเดินไปได้เอง
ประเด็นสุดท้ายที่พล.อ.ประยุทธ์ ชี้ให้คณะทูตและนักธุรกิจไทยในยุโรป เห็นความจำเป็นที่ทหารต้องเข้ามายึดอำนาจก็คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ระบุว่า หากปล่อยไปสัก 3 ปี ประเทศคงจะล้มละลายแน่ เฉพาะโครงการที่เกิดขึ้นนี้ ก็สร้างความเสียหาย 4-7 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว
นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ มุ่งหวังให้บรรดาทูตและนักธุรกิจไทยในยุโรป ได้นำไปสื่อสารบอกต่อนักธุรกิจและรัฐบาลของประเทศนั้นๆ
ทั้งหมดนั้นคือยุทธศาสตร์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แสดงให้ประเทศในกลุ่มยุโรปได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงของภูมิภาค อันหมายถึงการค้าและการลงทุนขนาดใหญที่จะตามมา โดยที่ไม่มีปัญหาความมั่นคงเป็นอุปสรรค
และที่สำคัญรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ยุโรปชิงชังกันนั้น มีกำหนดวันเลาที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าจะไปเมื่อใด!