ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีงานเสวนาเพื่อรำลึก 41 ปี 14 ตุลา 2516 ประจำปี2557 เรื่อง จาก14ตุลา16 ถึงการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทย โดยมีนักวิชาการ ฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เข้าร่วมเวทีเสวนา
โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานะสปช. ด้านการเมือง กล่าวว่า สปช. ต้องทำงานที่แตกต่างจากนักการเมือง คือไม่ยึดเป็นอาชีพ หรือใช้เป็นสิ่งที่สร้างโอกาสทางการเมือง เบื้องต้นตนมองว่าควรนำจิตวิญญาณของคนที่ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์14 ตุลาคม2516 ที่สามารถเรียกร้องประชาธิปไตยในประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้ มาเป็นต้นแบบแม้จะไม่เต็ม 100 แต่ขอให้นำมาใช้เพียง 25-35 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ส่วนการทำงานของ สปช. นั้นต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย อาทิ นักวิชาการ, นักทำกิจกรรม, พรรคการเมือง, กลุ่มเอ็นจีโอให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดผลทำงานที่เป็นจริงและทำในสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ให้เป็นไปได้
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตส.ว.สรรหา ในฐานะสปช. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า ตนมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศไทย 41 ปีที่ผ่านมาประเทศไทย ในความเป็นประชาธิปไตยยังย่ำอยู่ที่เดิม และปัจจุบันยังคงต้องกลับมาพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และพูดถึงระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยซ้ำอีก
อย่างไรก็ตามตนมองว่าหากสังคมไม่ต้องการระบบเผด็จการโดยทหาร ต้องร่วมปฏิเสธระบบเผด็จการของนายทุนพรรคการเมืองในรัฐสภาที่ถือเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่เหตุรัฐประหารด้วยเช่นกัน โดยสามารถทำได้ในยุคปฏิรูปคือแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งใน 3 ประเด็น คือ 1.ยกเลิกสังกัดพรรคการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคุณสมบัติลงสมัครได้โดยไม่ต้องสังกัดพรรค 2.เปิดโอกาสให้ ส.ส.ไม่ต้องทำตามมติพรรค เพื่อให้สามารถตัดสินใจดำเนินงานได้ตามมโนสำนึกที่ถูกต้อง และ 3.ยกเลิกที่มาของนายกฯ ที่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนรูปแบบการเลือกต้องเป็นไปอย่างเสรีตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การเลือกตั้งในรูปแบบของเกาะฮ่องกง ที่ประเทศจีนส่งคนที่เลือกแล้วให้ประชาชนลงมติ
นายคำนูณ กล่าวด้วยว่าการปฏิรูปประเทศตามความเห็นตน นอกจากต้องขจัดการผูกขาดอำนาจของกลุ่มทุนเจ้าของหรือนายทุนพรรคการเมืองในระบบรัฐสภาให้ได้แล้ว ต้องรวมถึงการขจัดผูกขาดอำนาจไว้ที่รัฐส่วนกลาง ด้วยการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น
"ภาวะ 2 ผูกขาด หรือที่ผมเรียกว่าแบบ 2 กินรวบ ที่เริ่มจากนายทุนพรรคการเมืองในรัฐสภา ลงทุนในการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวให้ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา มีส.ส.จำนวนเยอะ และเป็นรัฐบาล สามารถผูกขาดการครองอำนาจในกรุงเทพและกระจายการผูกขาดไปยังการปกครองในท้องถิ่นอื่นๆ ด้วย ทำให้การลงทุนชนะเลือกตั้งรอบเดียวมีความคุ้มค่า ดังนั้น2กินรวบนั้นต้องขจัดไปให้ได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ในยุคที่อำนาจรัฐกลับมารวมศูนย์อีก"?นายคำนูณ กล่าว
ขณะที่นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยแห่งทีดีอาร์ไอ ฐานะสปช.ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมามีผู้เสนอวิธีแก้ไข และเมื่อแก้ไขแล้วพบว่าได้เกิดปัญหาใหม่ เช่น กรณีที่ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง ต่อมาพบการย้ายพรรคที่สังกัด เพราะปัจจัยเรื่องเงิน เป็นต้น รวมถึงการยุบพรรคการเมือง เพราะมีคนของพรรคทำผิดกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าหลายปัญหาและวิธีแก้ไขที่ผ่านมาต้องนำหลักการกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะหลายเรื่องต้องดำเนินการไปพร้อมกับหาวิธีแก้ไข ส่วนประเด็นการคอร์รัปชั่นที่ผ่านมา ภาคธุรกิจถือเป็นผู้ถูกกระทำที่หนักสุด โดยตนมีเพื่อนที่ร่วมการประมูลโครงการขนาดเล็กของราชการ เล่าให้ฟังว่าหน่วยงานราชการได้เรียกเงินมากถึงสามเท่าก่อนเปิดซองราคาประมูล โดยตัวเลขที่ฟังนั้นมากกว่าการคอร์รัปชั่นที่กินหัวคิวร้อยละ 30 อีก
"เดิมหน่วยงานธุรกิจคิดแบบเห็นแก่ตัวว่าต้องปฏิรูปเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ก่อนการเรียกร้องเสรีภาพ เพราะหากธุรกิจไปไม่รอด เสรีภาพก็ไม่มีประโยชน์ แต่ปัจจุบันเราพบแล้วว่าหากกติกาไม่มีมาตรฐานแล้วก็จะส่งผลกระทบไปในประเด็นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในโอกาสที่ประเทศไทยจะปฏิรูป ผมมองว่าต้องทำเรื่องปฏิรูปคอร์รัปชั่นให้ได้ และต้องปฏิรูปเรื่องการศึกษาเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของคน เป็นอันดับแรก ส่วนการทำงานของสปช. ต้องหารือและร่วมพูดคุยกัน นอกจากนั้นผมมองว่านักวิชาการมีบทบาทมาก หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่าทำตัวเป็นปัญหา เพราะปัญหาของบ้านเมืองส่วนหนึ่งมาจากตัวนักวิชาการเองด้วย"นายธวัชชัย กล่าว
ส่วนนายมานิจ สุขสมจิต บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฐานะสปช.ด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่าที่ผ่านมาประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่เคยเกิดขึ้น และมีปัญหาทางสังคมร่วมจนกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ ดังนั้นการปฏิรูปรอบปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยชำระปัญหาของประเทศ โดยมีประเด็นที่สำคัญ คือ กระบวนการยุติธรรมที่มีมาตรฐาน, ระบบการศึกษา, สื่อมวลชนที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการทำงานเพื่อยัดเยียดความไร้สาระให้ประชาชน รวมถึงระบบทุนนิยมสามานย์ที่แทรกซึมไปยังหน่วยราชการและทุกหน่วยงานในประเทศ เพื่อไม่ส่งมอบประเทศที่บอบช้ำไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันทั้งนี้ตนมีแนวทางคือ 1.การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาธิปไตย โดยเฉพาะอำนาจการปกครองที่เป็นของประชาชน การมีเสรีภาพที่ถูกใช้อย่างเหมาะสม, รัฐบาลมีความโปร่งใสและไม่ใช้เงินภาษีประชาชนมาซื้อสื่อมวลชน อาทิ เนื้อที่โฆษณาและเวลาออกอากาศ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับรัฐเอง
"ทุกรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ว่ารัฐจะใช้เงินอุดหนุนสื่อมวลชนไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาพบว่ารัฐใช้เงินภาษีประชาชนไปซื้อเนื้อที่โฆษณาของหนังสือพิมพ์ เพื่อประชาสัมพันธ์ของตนเอง หรือจ้างสื่อหนังสือพิมพ์เพื่อจัดงานขององค์กร ทำให้สื่อฯ กลายเป็นสื่อฯของรัฐและไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง ฐานะที่ผมทำงานกับสื่อฯ ประชาชนมีส่วนสำคัญ ในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อฯ ให้เป็นไปตามหน้าที่และบทบาท คือการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารครบถ้วน รอบด้าน อย่างถูกต้อง โดยใช้ช่องทางของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เพื่อดำเนินการได้" นายมานิจ กล่าว