พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวภายหลังประชุมมอบนโยบายให้ผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศ โดยยืนยันว่าเรือนจำต้องปลอดยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ ต้องเป็น 0% ไม่มีที่ใดยอมรับให้เรือนจำมียาเสพติดหรือสิ่งของต้องห้าม 1-2% เพราะเรือนจำไม่ใช่ตลาดสาธารณะ การเข้าออกเรือนจำต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้น ถ้าเข้มงวดกวดขันจริงจังต้องไม่มีสิ่งของต้องห้ามเข้าไปได้ การทำงานเจ้าหน้าที่ต้องเน้นความซื่อสัตย์ อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์หากจู่โจมเรือนจำใดพบสิ่งของต้องห้ามผู้บัญชาการเรือนจำต้องรับผิดชอบ การรับผิดชอบจะไล่ตั้งแต่รัฐมนตรีลงไปเจ้าหน้าที่เรือนจำคนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจนถึงวันนี้ยังมียาเสพติดและโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ซึ่งเป็นปัญหาให้ผู้บริหารต้องแก้ไข เป็นการบริหารภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด หากเรามีความพร้อมสมบูรณ์ใครก็มาเป็นอธิบดีได้ไม่ต้องหาคนเก่ง แต่เมื่อต้องทำงานภายใต้ความคาดหวังก็ต้องทำเต็มที่ ไม่ต้องมาอ้างปากรอ มีคนเท่านี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ ที่ผ่านมาได้นำเสนอปัญหาให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบว่าเรือนจำขาดบุคลากร 1,000 อัตรา ซึ่งจะใช้ดูแลผู้ต้องขังที่มีจำนวนกว่า 300,000 คน รวมถึงเรื่องการเสนอเพิ่มค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่และการปรับปรุงเรือนจำความมั่นคงสูง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์เพิ่มหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องจัดซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีไม่ต้องมาพูด นโยบายคือพยายามทำให้ในเรือนจำไม่มีโทรศัพท์ หากคิดจะซื้อเครื่องตัดสัญญาณแสดงว่าเจ้าหน้าที่จงใจให้เรือนจำมีโทรศัพท์ใช่หรือไม่ ตนไม่ชอบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การเรียกผบ.เรือนจำทั้ง 143 แห่งมาให้นโยบายเพื่อให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องจัดการปัญหายาเสพติดและโทรศัพท์ด้านในเรือนจำ ส่วนปัญหาการค้ายาเสพติดภายนอกเป็นหน้าที่ของตนซึ่งในสัปดาห์หน้าจะประชุมบูรณาการงบประมาณด้านยาเสพติดของทุกกระทรวง ซึ่งถือเป็นปีแรกที่กระทรวงยุติธรรมรับหน้าที่จัดสรรงบประมาณทั้งระบบ โดยจะพิจารณาว่ากระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ควรได้รับการจัดสรรอย่างไร สำหรับปัญหาแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน พม่า และลาว ได้นำเสนอข้อมูลให้นายกรัฐมนตรี นำไปใช้ในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวมโดยจะปันงบประมาณของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหายาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านให้มีความยั่งยืน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาล้นคุกว่าได้สั่งการให้กรมราชทัณฑ์คัดกรองและสำรวจผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาลจำนวน 59,000 คนว่ามีผู้ต้องขังที่ก่อคดีลหุโทษกี่ราย โดยให้คัดกรองคุณสมบัติผู้ที่เข้าเกณฑ์สมควรได้รับการช่วยเหลือนำเงินกองทุนยุติธรรมไปประกันตัว และยังกำชับให้ราชทัณฑ์ปรับมาตรฐานการจำแนกผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิพักการลงโทษและลดวันต้องโทษ เพราะที่ผ่านมาหลายคนที่ได้รับการผ่อนผันโทษออกไปก่อคดีอุกฉกรรจ์ ปล้น ฆ่า หรือค้ายาเสพติดจนทำให้สังคมมองผู้พ้นโทษเป็นคนไม่ดี ดังนั้น การลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำหลังจากนี้ต้องมีขบวนการคัดกรองที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ที่พ้นโทษก่อนกำหนดเป็นคนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพร้อมกลับเข้าสู่สังคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการมอบนโยบายให้กับผบ.เรือนจำทั่วประเทศครั้งนี้ นายวิทยา ได้จัดให้มีกองเกียรติยศของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ พร้อมวงดุริยางค์จากทัณฑสถานวัยหนุ่ม ปทุมธานี มาให้การต้อนรับ โดยพล.อ.ไพบูลย์ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกรมราชทัณฑ์ และตรวจแถวกองเกียรติยศหน้ากรมราชทัณฑ์ หลังเสร็จพิธีพล.อ.ไพบูลย์ ได้ท้วงติงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าไม่ควรจัดกองเกียรติยศในลักษณะนี้ เพราะเป็นพิธีของทหาร แต่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่ากองเกียรติยศของกรมราชทัณฑ์เป็นพิธีเก่าแก่ที่รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่