เมื่อเวลา 14.00น. ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่าในการประชุมวันนี้ไม่ใช่การประชุมครม. แต่เป็นการประชุมใน3หัวข้อก่อนที่ครม.จะเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดิน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นการซักซ้อมความเข้าใจวิธีทำงานรวมทั้งการเตรียมตัวการปฏิบัติภารกิจของครม. โดยนายอำพน กิตตอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแนวทางการเสนอแต่งตั้งเลขานุการ ที่ปรึกษา และการเสนอแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีตามกฎหมาย โดยวันนี้ไม่มีมติแต่งตั้งใครให้ทำอะไรทั้งสิ้น
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนที่สองพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องการให้หัวหน้าฝ่ายแต่ละฝ่ายของคสช.มารายงานผลการทำงานรอบ3เดือน เพราะบางเรื่องเมื่อมีรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแล้วจะต้องรับช่วงไปทำต่อ และรัฐมนตรีต้องรู้ว่าของเก่าเขาทำอะไรไว้บ้าง ดังนั้นทุกฝ่ายได้มาสรุปภารกิจของฝ่ายตัวเองให้ฟังอย่างรวบรัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการตอนท้ายว่าสิ่งที่สรุปจะเป็นงานประมวลงานของคสช.ที่ผ่านมาอย่างดีที่น่าจะมีการจัดทำเป็นรูปเล่มเพื่อแจกจ่ายตามกระทรวงต่างเพื่อสานต่ออย่างถูกต้อง
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ส่วนที่สาม มีการพูดถึงเรื่องนโยบายที่รัฐบาลจะต้องแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)12ก.ย ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลดังนั้นครม.จึงต้องส่วนร่วมในการติชมเพิ่มเติม ตัดทอน เพิ่มเติมบางส่วน โดยมีการเสนอให้ครม.รับทราบว่าการยกร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีลงมากำกับอย่างใกล้ชิดและมีส่วนสำคัญในการสอดแทรกเรื่องต่างๆเข้าไปด้วย ทั้งนี้ต้นร่างเดิมสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เป็นฝ่ายยกร่างนโยบายเหมือนทุกรัฐบาล เมื่อร่างเสร็จก็เสนอให้หัวหน้ารัฐบาลให้ไปดู โดยมีนายกรัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรี ทีมงาน สำนักงบประมาณ ช่วยดูแล และวันเสาร์อาทิตที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีก็ให้เวลาอย่างมากกับเรื่องนี้
รองนายกฯ กล่าวต่อไปอีกว่า ร่างนโยบายที่มีมาจากแหล่งต่างๆ 5 แหล่ง ซึ่งต่างจากการทำนโยบายจากอดีตที่นโยบายมาจากพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง 1.นายกรัฐมนตรีให้ทำนโยบายให้ยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริมาเป็นหลัก ในการเข้าใจเข้าถึงและพัฒนา ที่แทรกซึมนโยบายทุกข้อ 2.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมพอควร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ที่สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ 3.แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11 ที่มีอยู่แล้ว ที่ต้องเดินตามเท่าที่ทำได้ 4.นโยบายของคสช. เช่นโร๊ดแม็พสามระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ 5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ3-4เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้องการอะไร เรียกร้องอะไร อยากเห็นอะไร
"นายกฯเน้นเป็นพิเศษให้ใส่ในนโยบายด้วยว่าปัญหาของประชาชนคือไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไรบ้าง นโยบายต้องตอบคำถามที่ค้างคาใจของคนให้ได้ เช่นต้องเกิดความชัดเจนว่าบ้านช่องของเขาจะถูกเวนคืนหรือไม่ ที่ดินจะอยู่จัดในพื้นที่แบบไหน เป็นพื้นที่เกษตรหรืออุตสาหกรรม เพราทุกวันนี้คนอยู่กันโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือเรื่องผังเมืองที่วันไหนไม่รู้ว่าจะมาถึงและบ้านจะตกไปอยู่โซนใดของผังเมือง " นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า รัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต 60 ชุด มีภารกิจที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญเพียงข้อเดียวคือบริหารราชการแผ่นดิน แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้เป็นการกำหนดครั้งแรก โดยกำหนดสามข้อ คือ1.บริหารราชการแผ่นดิน 2.ปฏิรูป และ3.สร้างความสมานฉันท์สามัคคีปรองดอง ดังนั้นสิ่งที่แถลงจะต้องครอบคลุมสามด้านนี้ ที่จะแตกเป็นเรื่องย่อยหลายข้อ
สำหรับงานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน นายวิษณุ กล่าวว่า นโยบายจะใช้แถลงก็จะครอบคลุมปัญหาของประเทศ 11ด้าน เช่นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา การทำนุบำรุงศาสนาดูแลศิลปะวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคง ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เรื่องอาเซียน เรื่องการต่างประเทศ การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมฯ ซึ่งนายกให้แนวว่าแต่ละปัญหาใหญ่11ข้อให้แตกออกเป็นข้อย่อย เและต้องแบ่งให้ได้ว่าอะไรที่ต้องทำเร่งด่วนในระยะแรกเฉพาะหน้า ในเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าทำงาน ระยะกลางต้องทำต่อระยะแรกต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 1 ปี และระยะยาวกว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลา 5 ปี 10ปีข้างหน้า อาทิ รถไฟทางคู่ แม้เป้นเรื่องอนาคตรัฐบาลก็จะสร้างรากฐานเอาไว้ให้ ถ้าต้องมีกฎหมายก็จะเตรียมกฎหมาย ถ้าต้องศึกษาก็จะเตรียมศึกษา ถ้าต้องเลือกสถานที่ก็จะเตรียมสถานที่
" ท่านนายกได้ย้ำว่าสิ่งที่ท่านเคยพูดมาแล้วนั้นอาจจะถือเป็นคำขวัญประจำรัฐบาลนี้ก็ได้ เพราะมันจะปรากฏในนโยบายทั้งหมด นั่นก็คือเรื่องทำก่อน ทำจริง ทำทันที ที่หวังผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคำเหล่านี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบาย เช่นเมื่อพูดถึงเรื่องรถไฟ เรื่องเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดอง การปฏิรูป ต้องลงไปว่าอะไรคิดไว้ก่อนต้องทำก่อน ต้องทำให้จริง และต้องทำทันที นั่นคือระยะเฉพาะหน้า " นายวิษณุ กล่าว
ส่วนงานด้านการปฏิรูป นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ที่จะตั้งขึ้นที่เป็นสถาปนิกหลักของประเทศในการออกแบบประเทศ ที่รัฐบาลและหน่วยงานจะต้องให้ความร่วมมือ โดยรัฐบาลจะประสานงานสปช.โดยไม่มีการแทรกแซง โดยรัฐบาลจะเปิดเวทีในการปฏิรปเพิ่มขึ้นจากเวทีที่เป็นเวทีทางการของสปช.ที่มี250คน ต้องทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ใน250คน ต้องมีพื้นที่ให้เขาด้วย เพราะคนสมัครมา 3,000 กว่าคน และเข้ารอบ 500 กว่าคน รัฐบาลจะส่งเสริมให้คนที่ตกรอบมีจุดยืนในการแสดงความเห็น ในการให้เป็นกรรมาธิการ หรือ อนุกรรมการ ที่ปรึกษาของสปช.ก็เป็นไปได้
ส่วนงานในด้านการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ รองนายกฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คสช.มอบหมายให้กองทัพ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ให้ทำไปก่อนแล้ว โดยจะต้องขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รายได้ การอำนวยความยุติธรรมที่รู้สึกว่าสองมาตรฐาน ซึ่งรัฐบาลก็จะแก้ไขสิ่งนี้ให้ได้
" เรื่องหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีให้แทรกและต้องปรับปรุงในร่างนโยบายสุดท้ายก่อนที่จะมีการส่งพิมพ์ในวันนี้ คือ ทุกหัวข้อ ทุกเรื่องไม่ว่าทำในเรื่องอะไร เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง สาธารณสุข ให้แทรกเรื่องการป้องกันและปราบการทุจริตและคอรัปชั่นเข้าไปให้หมด แทรกเรื่องการปฏิรูปการเปลี่ยนแปลง และเรื่องการเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อทุกอย่างมาถึงจุดหนึ่งแล้วให้ปรากฏอยู่ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทั้งสามเรื่องจะเป็นวาระแห่งชาติที่แทรกเข้าไปในนโยบายทุกข้ และมีรัฐมนตรีบบางคนมีการเสนออะไรก็รับมา ซึ่งคณะทำงานก็จะแก้ไขในช่วงบ่ายนี้เพื่อจัดพิมพ์และส่งให้สนช.ในวันพรุ่งนี้ ที่จะมีเวลาอ่าน2-3วันก่อนจะมีการประชุมวันที่12ก.ย." นายวิษณุ กล่าว
ส่วนการแถลงวันศุกร์ที่12ก.ย. นายวิษณุ กล่าวว่า แม้การแถลงนโยบายจะเสร็จสิ้นไปแล้วแต่งานก็ยังไม่เสร็จ แม้ว่าฎหมายจะบอกว่าไม่ต้องทำอะไรอีก แต่นายกฯกำชับว่าในสัปดาห์หน้าจะให้มีการประชุมปลัดกระทรวง อธิบดี และฝ่ายปฏิบัติ ว่านโยบายแต่ละตัวหมายถึงอะไรให้แต่ละกระทรวงเข้าใจ และจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ "แอคชั่นแพลน เพราะเราจะมีแต่มาสเตอร์แพลนไม่ได้ โดยนโยบายแต่ละกระทรวงต้องทำว่าข้อนี้ของกระทรวงจะทำอะไร ทำอย่างไร ใช้งบเท่าไร ใช้คนมาจากไหน จจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในเวลาเท่าใด ให้ครอบคลุมเวลา1ปี แล้วจะมีการพิมพ์เป็นเล่มและใช้เป็นคู่มือในการตรวจราชการ และเมื่อสิ้นปีก็จะประมวลผลงานและจัดทำรายงานเสนอต่อสภาเหมือนในอดีตต่อไป
นายวิษณุ ยังกล่าวอีกว่า เราจะต้องปฏิรูปกฎเกณฑ์กติกา เช่น เรื่องการเมืองการค้าระบบราชการเพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ใสสะอาด ซึ่งหากพูดถึงความใสสะอาดก็ต้องก็พูดถึงการไม่ทุจริตคอรัปชั่น ต้องพูดการปฏิรูประบบราชการที่ต้อบทำให้คล่องตัว ลดขั้นตอนการอนุญาต อนุมัติต่างๆ และทำให้รวดเร็วซึ่งถือเป็นประชาธิปไตยอย่างหนึ่งโดยหยืบเอาสิ่งที่เป็นข่าวมาก่อนที่องค์กรนานานาชาติได้เคยมีการวิจารณ์และจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าเชื่อถือของประเทศไทยความน่าลงทุนหรือไม่น่าลงทุนว่าติดขัดที่อะไร ซึ่งจะต้องนำสิ่งเหล่านี้มาแก้ไขให้ได้ทั้งหมดภายใน 1 ปีนี้ ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลมีทั้งเงื่อนไขและเงื่อนเวลา จึงทำให้รัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลอื่น เงื่อนไขก็คือรัฐบาลนี้เข้ามาหลังจากที่คสช.ได้วางหลักไว้ก่อนแล้วหลายเดือน ส่วนเงื่อนเวลารัฐบาลนี้มีเวลาทำงานประมาณ 1 ปีอาจจะบวกลบขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญจะเสร็จเมื่อไร ซึ่งก็มีการวางแผนไว้ว่ารัฐธรรมนูญจะเสร็จภายใน 1 ปี
" ดังนั้นรัฐบาลจึงรู้กรอบเวลาไม่ใช่อยู่ 4 ปีเหมือนรัฐบาลอื่น ในส่วนของนโยบายจึงเขียนไว้เพื่อให้ทำงานได้ใน 1 ปี ยกเลิกสิ่งที่วางรากฐาน เพราะฉะนั้นเป้าหมายเรื่องประชาธิปไตย การปฏิรูปเรื่องการไม่ทุจริตคอรัปชั่นจึงเป็นเป้าหมายจะทำอะไรก็ตามก็เดินให้ถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ โดยใช้เป็นตัวหลักและเป็นคำตอบสุดท้ายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งมีรัฐบาลหน้าและหวังว่าอะไรใหม่ๆ จะเกิดขึ้น สามารถรับช่วงงานทั้งหมดไปทำได้ และเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งจะเดินไปในแนวทางนี้ ทั้งนี้เชื่อว่าหากมีการปฏิรูประบบราชการปฏิรูปวิธีการทำงานของข้าราชการ ถ้าได้ขจัดคอรัปชั่นได้ดูแลเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นและได้ปฏิรูปการเมืองเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดก็จะเป็นคำตอบของประชาธิปไตยได้ในตัวเอง"นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ได้มีการแทรกเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ในหลายข้อจากจำนวน 11 ข้อพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนในเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและพูดถึงเรื่องการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคมและยังพูดถึงเรื่องความมั่นคง ซึ่งได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพควบคู่กันไป
นายวิษณุ กล่าวส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้ชูขึ้นเป็นหัวข้อหนึ่งในหมวดความมั่นคงและเป็นเรื่องระยะเร่งด่วน เราไม่พูดถึงช่วงระยะเวลาสำหรับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และพูดถึงในส่วนที่เป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งจะเป็นเรื่องที่เสร็จเร็วที่สุด ส่วนอะไรที่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาก็ต้องรอกฎหมายเพราะไม่มีกฎหมายรัฐบาลก็ไม่มีเครื่องมือจึงต้องเป็นเรื่องระยะกลาง อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะต้องเสร็จภายใน 1 ปี พ้นจากนั้นก็เป็นเรื่องระยะยาวซึ่งระยะยาวรัฐบาลไม่ควรจะแถลงอะไรเลยเพราะไม่ได้อยู่ยาว แต่ต้องวางรากฐานไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปทำต่อ
ส่วนเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก นายวิษณุ กล่าวว่า ได้มีการพูดว่าจะพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ตามความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวมิติด้านการท่องเที่ยวก็ยังมีเรื่องอื่นที่ต้องส่งเสริมด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เขียนไว้เองว่าจะพิจารณาในโอกาสแรกที่จะยกเลิกได้ในบางพื้นที่ ทั้งนี้การยกเลิกกฎอัยการศึกไปผูกไว้ในหัวข้อการท่องเที่ยวไม่ใข่หัวข้อความมั่นคง