ทั้งนี้แม้ต่อมาทางอุตสาหกรรมจังหวัด และ ทสจ.สมุทรสาคร ลงมาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจพิสูจน์เพื่อหาสารเคมีเทียบเคียงของโรงงาน เพื่อหาข้อเท็จจริงแต่ก็ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจ้าหน้าที่กำหนดนัดเจ้าทุกข์ไว้ว่า 2-3 สัปดาห์จะรู้ผล ส่งผลให้ต้องคอยติดตามจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อเฝ้ารอผลคืบหน้าการตรวจน้ำพิสูจน์หาสารเคมีอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวได้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น
นายสุรพันธ์ สิทธิชัย รอง หน.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ในฐานะเป็นคนกลางโดยล่าสุดยังได้รับการติดต่อจากนางสาวบุษบา เจ้าทุกข์ผู้เสียหายจากทางโทรศัพท์ที่ติดต่อเข้ามาติดตามตามคืบหน้าคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อการตัดสินตามที่ได้นัดหมายก่อนหน้าของการฟังผลการออกเก็บตรวจตัวอย่างน้ำเสียที่มีสภาพน้ำตาลดังกล่าว ระหว่าง 3 หน่วยงานเกี่ยวข้องระหว่าง สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด,ทสจ.สมุทรสาคร และ สนง.เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อยืนยันน้ำภายในโรงงานและนอกโรงงาน ว่าเป็นน้ำใกล้เคียงกันหรือไม่ โดยขณะนี้ได้ส่งผลตรวจค่าวัดหาสารเคมีตกค้างถึงมือ ผวจ.แล้ว ซึ่งรอเพียงการพิจารณาความชัดเจนจากผู้เชี่ยวชาญเพราะค่อนข้างละเอียดจึงสามารถฟังธงได้
นายสุรพันธ์ แนะนำด้วยว่า ในส่วนของปํญหานี้เจ้าทุกข์หากไม่มั่นใจก็ยังสามารถพึ่งทนายหรือพึ่งทางศาลฟ้องแพ่งได้อีกช่องทางหนึ่งกรณีเนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันศูนย์ดำรงธรรมเร่งผลักดันเรื่องนี้ให้รู้ผลโดยเร็วที่สุดตามขั้นตอดการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนทุกฝ่าย
ด้านนางสาวบุษบา ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวครอบครัวมีความกังวลใจมากเนื่องจากเวลาล่วงเลยกว่า 1 เดือนแล้ว ส่งผลให้สารเคมีที่รั่วซึมตกค้างเข้าสวนได้ลุกลามมีกระทบต่อต้นพุทราทยอยเหี่ยวเฉาลงและต้นไม้ล้มตายเพิ่มอีก 3-4 ต้น สร้างความเสียหายมากขึ้น จึงตัดสินใจใช้บริการทนายความส่วนตัวเพื่อหวังจะดำเนินการฟ้องร้องทางศาลให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตามขอยืนยันไม่ได้ติดใจทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ซึ่งขอขอบคุณที่แนะนำเรื่องดังกล่าวนอกจากนี้จะเข้าร้องเรียนต่อกระทรวง และกรมควบคุมมลพิษต่อไปตามกฎหมาย