ยังคงเป็นที่สนใจของสังคมในวงกว้าง เกี่ยวกับขบวนการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวแพทย์เอง ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการให้บริการ ละเมิดประกาศแพทยสภา โดยเฉพาะการให้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ตั้งครรภ์แทน
หลังการเปิดโปงขบวนการอุ้มบุญ และบุกตรวจสอบสถานพยาบาล หลายแห่ง ซึ่งได้รับเบาะแสว่าให้บริการ เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ละเมิดประกาศแพทยสภา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แพทยสภา ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และกรมสนับสนุนบริการสุข ได้เรียกสูตินรีแพทย์ทั่วประเทศ มาประชุมชี้แจ้งเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับ ในการให้บริการ รวมทั้งพูดคุยถึง "ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์"
โดย นพ.ธเรศ กัด-ษะ-นัย-ระ-วิ-วง(กรัษนัยรวิวงค์) รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บอกว่า ในส่วนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพนั้น มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ปี 2541 และ พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ ปี 2542 ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อกำหนดในการขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลเวชกรรมเฉพาะทางสูตินรีเวช ว่าหลังจากได้รับอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้ว หากต้องการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ก็จะต้องมาขอใบรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยด้วย
ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน หลังจากนี้ จะมีการแบ่งบทบาทให้ชัดเจน โดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะดูแลระเบียบทั่วไปที่เกี่ยวข้อง ส่วนแพทยสภาจะเป็นผู้กำหนดข้อบังคับ เกี่ยวกับเทคนิคการปฏิบัติ
ด้าน นพ.สมศักดิ์ โลห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หลังจากตกเป็นข่าสและได้ีรับความสนใจจากสังคม ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งดำเนินการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย โดยเนื้อหาหลักๆ จะเป็นการเพิ่มโทษทั้งในส่งนของแพทยผู้ให้บริการ และเอเจนซี่ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีกฏหมายเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
ทุกคนเห็นตรงกันว่าในส่วนของ พ.ร.บ.จะกำหนดหลักเกณฑ์คุมไว้กว้างๆ และมาลงรายละเอียดที่ตัวกฎหมายลูก ไม่ว่าจะเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข หรือประกาศของแพทยสภา ซึ่งหากในอนาคตเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไป จะสามารถปรับเนื้อหาให้ครอบคลุม ได้ง่ายกว่าการปรับแก้ พ.ร.บ. โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องหญิงอุ้มบุญ ซึ่งในตัว พ.ร.บ.กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามทำเพื่อการค้า ดังนั้นในส่วนของคุณสมบัติว่าจะต้องเป็นญาติพี่น้องทางสายเลือดหรือไม่นั้น ควรกำหนดเพิ่มในประกาศของแพทยสภามากกว่า
แม้การกวาดล้างขบวนการอุ้มบุญให้หมดไปจากสังคมไทย จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่การร่วมกันผลักดันกฎหมายควบคุม ก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ซึ่งระยะยาวคงต้องดูต่อไปว่า กฏหมายจะถูกบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่