โดยในบทคำปราศัย นาย นินอย กล่าวถึงการตัดสินใจเดินทางกลับประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ท่ามกลางคำห้ามเตือนของ มารดา คนสนิด และที่ปรึกษาทางการเมือง โดยเขายืนยันว่า ได้เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด หากจะเกิดขึ้น
นาย เบนิกโน อากีโน จูเนียร์ ถูกตัดสินประหารชีวิต ข้อหาเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ โดยศาลทหารเมื่อ 6 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งนินอยได้กล่าวปฏิเสธคำกล่าวหา ในบทปราศัยของเขา ว่าไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีวันเป็น
โดย 3 ปีก่อนหน้าเดินทางกลับประเทศ เขาได้เดินทางไปสหรัฐเพื่อรับการผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจ
โดยเขาเล่าถึงเหตุผลที่เขากลับประเทศ ทั้งที่สามารถยื่นขอหลบภัยทางการเมืองในสหรัฐได้ แต่เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ที่เขามีต่อชาวฟิลิปปินส์ ที่ต้องกลับมาร่วมทนทุกข์ทรมานด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต โดยเขากล่าวว่า สิทธิ และอิสระภาพ จะกลับมาสู่ชาวฟิลิปปินส์อีกครั้ง
ในบทคำพูดที่เตรียมไว้ นาย นินอยกล่าวว่า ประเทศฟิลิปปินส์ได้เสื่อมถอยลงมาก มีการฆ่าฟันกันมากขึ้น เศรษฐกิจย่ำแย่ และสถานการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนที่แย่ลง
การเสียชีวิตของนายนินอยเป็นเหตุการณ์สำคัญต่อประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ เพราะได้จุดชนวนให้ ประชาชนหลายล้านคน ออกชุมนุมบนท้องถนน เพื่อต่อต้านและขับไล่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งทำให้นายมาร์กอสจัดให้มีการเลือกตั้งโดยทันที ก่อนที่เขาจะหลบหนีนอกประเทศ และสละตำแหน่งให้ภริยาของนินอย อากีโน คือนางคอราซอน อากีโน ซึ่งเป็นมารดาของผู้นำฟิลิปปินส์คนปัจจุบัน