แคร์รี กล่าวสุนทรพจน์ที่ อีสต์-เวสต์ เซนเตอร์ ในเมืองฮอนโนลูลู รัฐฮาวายของสหรัฐเมื่อวาน โดยเปิดเผยถึงยุทธศาสตร์ขั้นต่อไปของสหรัฐต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกล่าวถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยในชาติต่างๆในภูมิภาคนี้ด้วย
เขาเยือนฮาวายเป็นจุดสุดท้ายของการเดินสายเยือนทั่วโลกเริ่มตั้งแต่อัฟกานิสถาน ออสเตรเลีย เมียนมาร์และหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งเป็นแผนส่วนหนึ่งของความพยายามเพิ่มดุลอำนาจของสหรัฐในเอเชีย โดยรัฐบาลสหรัฐมุ่งให้ความสำคัญต่อภูมิภาคนี้ใน 4 เรื่องได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การปฏิวัติพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค และการเพิ่มบทบาทของภาคพลเมือง
ส่วนเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้น แคร์รีบอกว่า บางประเทศมีสถานการณ์ก้าวหน้าดีขึ้น แต่บางประเทศกลับถอยหลัง เช่น ไทย ที่มีการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อเดือนพ.ค. เขาบอกด้วยว่าในฐานะที่ไทยเป็นชาติพันธมิตรใกล้ชิด สหรัฐรู้สึกเป็นกังวลต่อการถอยหลังของประชาธิปไตย และหวังว่าจะเป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราวเท่านั้น พร้อมก้บร้องขอให้ทางการไทยยกเลิกคำสั่งห้ามการทำกิจกรรมทางการเมืองและการแสดงความเห็นในที่สาธารณะ คืนอำนาจปกครองแก่พลเรือน และคืนประชาธิปไตย โดยเร็วผ่านการจัดเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม
นอกจากนี้เขาพูดถึงเมียนมาร์ ที่เขาเพิ่งไปเยือนช่วงสุดสัปดาห์เพื่อร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก โดยบอกว่า เมียนมาร์ยังต้องเดินทางอีกยาวไกลกว่าจะไปถึงจุดที่เป็นชาติประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
ขณะเดียวกันเขากล่าวถึงจีนด้วยว่า จีนพยายามพัฒนาประชาธิปไตยโดยยังคงยึดหลักอดทนอดกลั้นของตัวเองไว้ ถือเป็นแบบอย่างที่ทำให้เห็นว่าค่านิยมตามแบบชาวเอเชียและหลักการประชาธิปไตยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร
เขายอมรับว่าบางประเทศมีทัศนะต่อหลักธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าความเห็นต่อค่านิยมที่เป็นหลักสากลมีความแตกต่างกันน้อยมาก และเขายืนยันว่า สหรัฐจะส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในเอเชียต่อไป โดยไม่มีความเย่อหยิ่ง ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมจำนน