แฉพ่อเด็กอุ้มบุญญี่ปุ่น สร้างแอพฯ จับตาเด็ก
13 ส.ค. 2557 | lastman

มีข้อมูลใหม่พบว่า หนุ่มญี่ปุ่นที่ทางการไทยต้องการตัวฐานต้องสงสัยพัวพันการค้ามนุษย์ จากการมีชื่อเป็นพ่อของเด็กอุ้มบุญ 9 คน ร่วมสร้างแอพมือถือจับตาการเคลื่อนไหวของเด็กและครอบครัว
ข่าว
13 ส.ค. 2557 | lastman

มีข้อมูลใหม่พบว่า หนุ่มญี่ปุ่นที่ทางการไทยต้องการตัวฐานต้องสงสัยพัวพันการค้ามนุษย์ จากการมีชื่อเป็นพ่อของเด็กอุ้มบุญ 9 คน ร่วมสร้างแอพมือถือจับตาการเคลื่อนไหวของเด็กและครอบครัว
หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ของฮ่องกง รายงานว่านายมิสึโตกิ ชิเกตะ ชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในฮ่องกง ที่ตำรวจไทยกำลังต้องการตัว ในข้อหาค้ามนุษย์ ช่วยทำแอพบนมือถือ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับตาการเคลื่อนไหวของเด็กๆ และสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา
นายชิเกตะ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำแอพ "แฟมิโลเน็ต" ที่มีฐานอยู่ที่นครฮัมบวร์ก ของเยอรมนีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแจ้งเตือนบรรดาพ่อแม่ ให้ทราบการเคลื่อนไหวของลูกๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งนายชิเกตะ ถูกระบุว่ามีที่พักอยู่ในย่านโซโหใกล้กับย่านเซ็นทรัล และเชื่อว่า เขาจะถือหุ้น 4 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัทแฟมิโลเน็ตด้วย
ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงระหว่างแอพกับข้อกล่าวหา เรื่องการค้ามนุษย์ที่นายชิเกตะกำลังเผชิญอยู่ ส่วนแฟมิโลเน็ต ก็ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องนี้ แต่เอารูปของเขาออกจากเฟสบุ๊คของบริษัท
ตำรวจไทยต้องการตัวนายชิเกตะ ฐานต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ หลังจากยกกำลังบุกจู่โจมเข้าไปยังคอนโดมีเนียมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อวันอังคาร และพบทารกที่เกิดจากการอุ้มบุญ 9 คน,พี่เลี้ยงเด็ก 7 คนและหญิงตั้งครรภ์อีก 1 คน ตำรวจสงสัยว่านายชิเกตะจะเป็นพ่อของเด็กๆ เหล่านี้ ที่เกิดกับผู้หญิงไทย 9 คน เพื่อหวังจะเอาเด็กไปขาย
นายชิเกตะ หลบหนีออกจากกรุงเทพฯ ไปยังมาเก๊า เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี และทางการไทยไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหนในขณะนี้ ส่วนทนายชาวไทยของเขา ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์ และบอกด้วยว่า นายชิเกตะมีลูกอยู่ที่ญี่ปุ่นอีก 3 คน และจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูลูกๆ เดือนละ 50,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หรือกว่า 2 แสนบาท
จากการตรวจสอบประวัติ พบว่านายชิเกตะ เดินทางมาประเทศไทย มากกว่า 65 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2555 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เขาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เพื่อก่อตั้งแฟมิโลเน็ต และในช่วงนั้นเอง นายฮอเก้ ไวนด์มุลเลอร์ ซีอีโอของแฟมิโลเน็ต ระบุในประวัติส่วนตัวว่า เขาจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2555
เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่ากฎหมายเรื่องการอุ้มบุญในประเทศไทย ไม่ได้เข้มงวดทำให้ไทยกลายเป็นดินแดนยอดนิยมของชาวต่างชาติ ในการเดินทางมาแสวงหาบริการประเภทนี้ เมื่อวันศุกร์ตำรวจได้บุกค้นคลีนิคอุ้มบุญย่านเพลินจิต ที่นายชิเกตะใช้บริการ แต่พบว่า ปิดบริการไปแล้ว แต่พบร่องรอยการขนย้ายอุปกรณ์ไปก่อนหน้านี้
เรื่องของนายชิเกตะกลายเป็นข่าวดังในเอเชีย และเกิดขึ้นในเวลาไม่นาน หลังคู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ถูกกล่าวหาว่า ทอดทิ้งเด็กทารกเพศชายที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทย หลังพบว่ามีอาการดาวน์ ซินโดรม และลือกรับเอาแต่ฝาแฝดเพศหญิงที่มีสุขภาพดีกลับออสเตรเลียไป
ส่วนกรณีของนายชิเกตะ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนของญี่ปุ่น ถึงขั้นส่งผู้สื่อข่าวเดินทางไปฮ่องกงเพื่อทำข่าว และหลายคนไปตั้งแคมป์รออยู่ด้านนอกอาคารที่พักของเขาด้วย