เนชั่นทีวี

ข่าว

บุกคอนโดย่านลาดพร้าว ซุก 9 เด็กอุ้มบุญ

06 ส.ค. 2557 | wanchat

บุกคอนโดย่านลาดพร้าว ซุก 9 เด็กอุ้มบุญ

วันที่ 5 ส.ค.57 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อม พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว เจ้าหน้าที่ทหาร เข้าตรวจสอบที่ชั้น 1 ห้องเลขที่ 466 /7 และ 466/10 และชั้น 7 ห้องเลขที่ 466/1551 ภายใน เดอะ นิช ไอดี คอนโด ซอยลาดพร้าว 130 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.

หลังมีรายงานว่าที่สถานที่ดังกล่าวมีหญิงสาวอุ้มบุญให้ชาวต่างชาติมาพักอยู่จึงพาตัวเด็กเล็กชายหญิง จำนวน 9 คน อายุตั้งแต่ ไม่กี่เดือน ถึง 10 ปี นำไปลงบันทึกประจำวันที่ สน.ลาดพร้าว จากนั้นได้พาตัวเด็กส่งไปที่บ้านปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อดูแล

ด้านนางปวีณา เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิได้รับแจ้งว่ามีคนกลางมารับทำอุ้มบุญให้ชาวต่างชาติ โดยให้ค่าอุ้มท้อง จำนวน 100,000 บาท ตั้งท้องเป็นเวลา 9 เดือน จากนั้นมีทีมงานเป็นพี่เลี้ยงมารับหน้าที่ดูแลเด็กต่อด้วยราคาค่าจ้างระหว่าง 10,000- 20,000 บาท แล้วรอจนเด็กอายุ 11 ขวบ ก็จะมีคนรับออกไปข้างนอก แต่ไม่รู้ไปไหนอย่างไร

ส่วนการตรวจสอบพบว่าห้องดังกล่าวมีคนญี่ปุ่นเดินทางมาหลายครั้ง โดยครั้งนี้มีเด็ก 9 คน และอยู่ในท้องอีกอายุครรภ์ 6 เดือน อีก 1 คน จึงพาเด็กๆ ทั้งหมด และผู้ดูแล ผู้อุ้มท้อง ไปดูแลที่บ้านปากเกร็ด โดยการทำงานครั้งนี้ไม่เน้นการหาตัวคนทำผิดว่าผิดกฎหมายข้อใด แต่เน้นการทำตามหลักมนุษยธรรมที่ควรจะเป็น

นางปวีณา กล่าวว่า การอุ้มบุญที่ตกเป็นประเด็นทางสังคมในขณะนี้ว่า ขอคัดค้านการอุ้มบุญ โดยให้แพทย์สภาพิจารณา เนื่องจากการอุ้มบุญในประเทศไทย ไม่ว่ากรณีใดๆ จะเป็นการควบคุมยาก หากพิจารณาให้เฉพาะญาติ เท่านั้นที่จะสามารถอุ้มบุญได้ แต่ในทางปฏิบัติก็จะต้องมีการลักลอบกันอีก โดยผู้หญิงบางคนก็ไม่ทราบกฎหมาย คิดว่าถูกกฎหมาย จึงรับอุ้มบุญ มีเหตุผลมากมายที่ไม่ควรให้อนุมัติอุ้มบุญในประเทศไทย ซึ่งการอุ้มบุญ นับเป็นการพาณิชย์ มีการให้กำเนิดเด็กและซื้อขายด้วยเงิน

นางปวีณา กล่าวอีกว่า ในปัจจุบัน เมื่อคนที่ไม่มีลูกจะไปขออุปการะเด็กที่สถานสงเคราะห์ ยังต้องมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบประวัติบุคคลที่จะมาขอรับเด็กไปอุปการะในแต่ละราย นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบที่จะต้องมาพบเด็กทุกๆสัปดาห์ ที่สถานสงเคราะห์เป็นเวลา 2 ปี แม้แต่ชาวต่างชาติ ก็ต้องเช็คประวัติ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน พูดคุย และเมื่อรับเด็กไปแล้ว ทางหน่วยงาน ก็จะต้องติดตามความประพฤติของครอบครัวและมีการจัดวันสังสรรค์เด็กปีละ 1 ครั้ง อาจจะเป็นที่สถานทูต หรือสถานที่ๆ เหมาะสม เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปติดตามและเยี่ยมเยียนตลอด เพราะฉะนั้นในปัจจุบันเรายังไม่มีความพร้อมที่จะให้มีการอุ้มบุญ ตราบใดที่เด็กยังไม่มีการคุ้มครองอย่างถูกต้อง

"ในอนาคต หากจะมีการอุ้มบุญจริงๆ จะต้อง ได้รับอนุมัติจากหน่วยราชการ อาจเป็นการะทรวงพัฒนาสังคมฯ หรืออาจจะใช้โรงพยาบาลรัฐ ได้ใน 2-3 แห่ง ก่อนที่จะมีการอุ้มบุญ ต้องมาแสดงวัตถุประสงค์ มีชื่อ ประวัติ ผู้ที่ประสงค์จะอุ้มบุญ มีการตรวจ DNA อย่างถูกต้อง ว่าเป็นพ่อ แม่ จริง ที่ต้องการจะให้อุ้มบุญ และสอบประวัติ อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะปัจจุบัน ปัญหาเด็กถูกละเมิดสิทธิมากมาย และบางราย พ่อแท้ๆ ก็ยังข่มขืนลูกได้เลย นับประสาอะไรกับเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ หากเราไม่ปกป้องคุ้มครอง ก่อนที่กำเนิด ปัญหาจะเกิดซ้ำตามมาโดยแก้ไขได้ยาก" นางปวีณา กล่าว

ทั้งนี้ตลอดเวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบมีนายรัฐประธาน ตุลาธร ซึ่งอ้างตัวเป็นทนายความมาคอยสังเกตการทำงาน และว่าการทำงานอุ้มบุญนี้ไม่ผิดกฎหมาย ทำเป็นระบบ หากเจ้าหน้าที่จะนำตัวเด็กไปดูแลต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย

ข่าวล่าสุด