กกร.ชง 5 มาตรการ แก้ไขอุปสรรคการค้า

กกร.เสนอพิจารณาข้อเสนอ 5 เรื่อง 14 ประเด็นเร่งด่วน เสนอ กรอ.นัดแรก 16 ก.ค.นี้
ข่าว
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.ได้หารือเพื่อเตรียมประเด็นเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กรอ.) ที่จะประชุมครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ค. 2557 โดยจะเสนอพิจารณาข้อเสนอ 5 เรื่อง รวม 14 ประเด็น ที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนสำหรับการแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนของภาคเอกชน
ทั้งนี้ ในส่วนของ 5 เรื่องประกอบด้วย 1.ด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 5 ประเด็น 2.ด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรม 3.ด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว 4.ด้านพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ และ 5.ด้านการแก้ไขกฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
โดยประเด็นที่จะนำเสนอสำคัญ ๆ เช่น การขยายระยะเวลาให้สินเชื่อผ่อนปรน หรือซอฟท์โลน สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปีนี้ ให้ขยายออกไปอีก 3 ปี จนถึงธันวาคม 2560 เพื่อความต่อเนื่องในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ
รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ซึ่งควรแยกแยะระหว่างนักธุรกิจและแรงงานต่างด้าวในการรายงานตัว เพื่อความสะดวกสำหรับการต่ออายุใบอนุญาตการทำงาน ร่วมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและความน่าลงทุนในประเทศไทย
นายบุญทักษ์กล่าวว่า ที่ประชุม กกร. ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแลัว และมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองได้คลี่คลายลง ภายใต้การบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งได้วางโรดแมปด้านเศรษฐกิจ ด้านความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การใช้จ่ายในประเทศ ทั้งเรื่องการบริโภคและการลงทุน เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยคาดว่าในครึ่งหลังของปี การขยายตัวของเศรษฐกิจได้ถึง 4.2% ทำให้ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 2% และจะขยายตัวเพิ่ม 3.5-4.5% ในปีหน้า
นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องการสนับสนุนและส่งเสริมเอสเอ็มอี มองว่าน่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ดีขึ้น เพราะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้วางแผนและผลักดัน มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้วยตัวเอง จึงทำให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีมีความคล่องตัวมากขึ้น
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ กล่าวว่า การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามประเมินปัจจัยเสี่ยงจากภาวะอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า ซึ่งหากยังสามรถควบคุมให้อยู่ในกรอบระดับ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 3.5%