พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นของกลางที่คดีสิ้นสุดแล้ว ศาลได้มีคำสั่งให้ยึดและนำไปทำลายตั้งแต่ปี 2543-2556 โดยจำแนกเป็นอาวุธปืนสั้น 21,950 กระบอก และอาวุธปืนยาว 12,400 กระบอก ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีระเบียบที่จะต้องนำอาวุธปืนดังกล่าวไปทำลาย เนื่องจากไม่เป็นประโยชน์หากเก็บไว้ โดยตามระเบียบแล้วหากเป็นอาวุธปืนที่ใช้ได้ ทางเจ้าหน้าที่จะเก็บไว้เพื่อนำไปใช้งานคิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของอาวุธทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทั้งนี้อาวุธปืนของกลางในครั้งนี้ไม่มีอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ในช่วงการชุมนุม เนื่องจากเป็นอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ตั้งแต่กลางปี 2546-2547 นั้นยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบว่ามีการใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ โดยการทำลายในครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อไม่ให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ด้านพล.ต.ท.ชัยยะ กล่าวว่า การทำลายอาวุธปืนครั้งนี้เป็นของกลางที่ไม่ได้มีการทำลายมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว ซึ่งกระบวนการในการคัดแยกนั้นจะมีด้วยกัน 4 ขั้นตอนคือ 1.อาวุธปืนที่สามารถเก็บไว้ใช้ในราชการได้ 2. อาวุธปืนที่เก็บไว้ใช้เพื่อการศึกษา 3.อุปกรณ์อะไหล่ที่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการได้ 4.อาวุธปืนในการทำลาย ซึ่งจะมีการคัดแยกโลหะออกจากตัวพันท้าย หรือด้ามปืนที่เป็นไม้ออกจากกัน ก่อนนำไปหลอมทำลาย โดยหลังจากการตรวจนับบรรจุลงกล่องแล้ว จะมีการหีบห่อ ประทับตราครั่ง เพื่อป้องกันการถูกเปิด