ปัญหาที่ดินทำกิน ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของคนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และสภาพอากาศที่แปรปรวน บางปีต้องประสบกับภัยแล้ง บางปีต้องประสบกับภัยน้ำท่วม ทำให้อาชีพเกษตรกรต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เป็นหนี้สินสารพัด จากการกู้ยืมมาลงทุนด้านการเกษตร หลายครอบครัวทนอยู่ไม่ได้ ต้องขายที่ทำกินให้กับนายทุน เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ก่อนที่จะแปรสภาพตัวเองจากเจ้าของที่ทำกิน มาเป็นผู้เช่าที่ทำกินแทน
ปัญหาที่ดินทำกินนี้ มีมานานแล้ว แต่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ อ.พระทองคำ, อ.โนนสูง และ อ.โนนไทย มีอีกปัญหาที่ไม่เหมือนที่อื่น นั่นคือปัญหานายทุนกว้านซื้อที่ดินทำโรงงานเกลือสินเธาว์ และนาเกลือ ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะพิษสร้างความเสียหายให้กับที่ดินทำกินของชาวบ้านกว่า 1 หมื่นไร่ แม้จะมีชาวบ้านรวมตัวกันต่อต้านนาเกลือมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังสักครั้ง
ถาวร เพชรขุนทด วัย 64 ปี แกนนำเครือข่ายชาวบ้านต่อต้านนาเกลือโคราช บอกว่า ในอดีตนั้นชาวบ้านในพื้นที่ 3 อำเภอนี้ มีความเป็นอยู่ที่สงบสุข ทุกครัวเรือนมีอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่คนแถวนี้รู้ดีว่าใต้ดินมีหินเกลืออยู่ เพราะบางครอบครัวก็ทำโรงต้มเกลือไว้ใช้เองในครัวเรือน อาจจะมีเหลืออยู่บ้างที่นำมาขายเป็นรายได้เสริม แต่เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะเลิกต้มหันมาทำนาเป็นอาชีพหลัก ต่อมาเมื่อปี 2532 ก็เริ่มมีนายทุนมาจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มาทำการกว้านซื้อที่ดินในหลายตำบล เพื่อทำโรงงานผลิตเกลือสินเธาว์ และนาเกลือ ซึ่งระยะแรกๆ ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผลเสียอะไรกับพื้นที่เกษตรของตน เพราะยังไม่มีประสบการณ์ผลกระทบจากนาเกลือ หลังจากนั้นไม่นาน โรงงานเกลือสินเธาว์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จาก 2 เป็น 5 เป็น 10 จนในปี 2534 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้อำนาจท้องที่ สามารถอนุญาตทำโรงเกลือสินเธาว์ได้ ทำให้ในปี 2536 ในพื้นที่ 5 ตำบล ใน 3 อำเภอ ซึ่งประกอบไปด้วย ต.สำโรง ต.ค้างพลู ต.บ้านวัง อ.โนนไทย, ต.พังเทียม อ.พระทองคำ และ ต.พลสงคราม อ.โนนสูง มีโรงเกลือกว่า 20 โรง ในช่วงนั้นเองที่เริ่มมีผลกระทบออกมาอย่างชัดเจน เพราะโรงเกลือเหล่านั้นสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีระบบป้องกันน้ำเกลือรั่วไหลออกไปภายนอกโรงงาน ที่ดินทำกินของชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณโดยรอบจึงเริ่มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากน้ำเกลือที่รั่วไหล ไม่สามารถปลูกข้าวได้เหมือนเดิม ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
จากนั้นตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงได้รวมตัวกันขึ้นมา เพื่อต่อต้านโรงงานเกลือสินเธาว์ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐ เข้ามาควบคุมดูแลมาตรฐานของโรงงาน ไม่ให้น้ำเกลือรั่วไหลมาสร้างความเสียหายให้กับที่นาของชาวบ้าน อีกทั้งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่การต่อสู้ของชาวบ้าน ก็ไม่เคยเป็นผลสักครั้ง เพราะกลุ่มนายทุนโรงเกลือสินเธาว์ ได้ให้งบสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐทุกองค์กร ทำให้กลายเป็นผู้อุปถัมภ์องค์กรเหล่านั้น จะสังเกตได้ว่า เมื่อมีชาวบ้านร้องเรียนหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับนายอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด ต่างก็ปัดบ่ายเบี่ยงว่าไม่ใช่อำนาจของตน แต่เป็นอำนาจในระดับบนขึ้นไปอีก ทำให้ชาวบ้านไร้ที่พึ่ง และต่อสู้กันตามยถากรรม
จนกระทั่งปัจจุบัน มีผู้รู้ และนักวิชาการ เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย จึงมีผลขึ้นมาบ้าง แต่เรื่องร้องเรียนก็จะไปกระจุกอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด ปัญหาคือผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละคน มาอยู่ได้ไม่ถึงปี หรืออย่างมากก็ 1 ปี แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก ดังนั้นเมื่อมีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่เข้ามา เรื่องทั้งหมดก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แทนที่จะได้ดำเนินการต่อไป เพราะตามกฎหมายต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และตั้งคณะกรรมการทำงานแก้ไขปัญหาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จึงทำให้ต้องมีการจัดประชุมคณะกรรมการใหม่ จัดทำเวทีประชาคมกันใหม่ และกว่าจะได้ผลสรุปก็เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่อีกรอบแล้ว เรื่องนี้จึงกลายเป็นวัฏจักรของปัญหาที่แก้ไม่จบสักครั้ง
ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยังมีการอนุญาตปทานบัตรประกอบการโรงเกลือสินเธาว์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ อบต.พังเทียม ต.พังเทียม จ.พระทองคำ ก็มีการอนุญาตปทานบัตรให้ทำโรงเกลือสินเธาว์อีก 1 แห่ง ซึ่งทางกลุ่มชาวบ้านก็ได้แต่ร้องเรียนคัดค้านตามเดิม โดยไม่มีความหวังว่าความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆ เลย ตนเห็นว่า ปัญหาทั้งหมด อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำของหน่วยงานราชการ ที่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐาน เพราะกฎหมายก็มีอยู่แล้วอย่างชัดเจน ว่าไม่ให้มีการสร้างโรงงานเกลือสินเธาว์ในเขตพื้นที่ทำการเกษตร อีกทั้งพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายแล้วกว่า 1 หมื่นไร่ แต่ไม่มีหน่วยงานใดเหลียวแล แม้ชาวบ้านจะส่งเรื่องให้สำนักงานเกษตรจังหวัด พิจารณาว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อขอเงินชดเชยค่าความเสียหายแล้วก็ตาม แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามธรรมชาติ
"ชาวบ้านหลายครอบครัว ที่ไม่สามารถปลูกข้าวในผืนนาของตนได้ ก็จำเป็นต้องขายที่ดินให้กับเจ้าของโรงงานเกลือสินเธาว์ ด้วยราคาไร่ละประมาณ 4-5 พันบาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับที่ดินในอำเภอใกล้เคียง ที่มีราคาอยู่ประมาณไร่ละ 4-5 หมื่นบาท เรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านมหาศาล ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อประมาณ 40-50 ปี ก่อน ชาวบ้านที่นี่จะอยู่ด้วยกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ไม่มีความขัดแย้งกัน แต่ปัจจุบัน ชาวบ้าน 5 ตำบล ใน 3 อำเภอ แบ่งแยกกันออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่ข้างนายทุน และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโรงเกลือสินเธาว์ ซึ่ง 2 กลุ่มนี้เจอกันแทบจะไม่มองหน้ากันเลย"ถาวร บอกเขายังเล่าอีกว่า กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงเกลือสินเธาว์ ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถช่วยทำให้ชาวนาได้เงินค่าจำนำข้าวได้ครบทุกคนแล้ว ดังนั้นตนและแกนนำเครือข่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานเกลือสินเธาว์ จึงได้เตรียมรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนต่างๆ เพื่อยืนเสนอต่อ คสช.โดยตรง เพื่อขอให้ช่วยเร่งดำเนินการสั่งตรวจสอบมาตรฐานโรงงานเกลือสินเธาว์ และนาเกลือ หรือหากเป็นไปได้ก็อยากให้สั่งปิดกิจการทั้งหมด เพื่อจะได้ดำเนินการฟื้นฟูที่ดินทำกินของเกษตรกรให้กับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง ตามนโยบายคืนความสุขให้ประชาชน ที่ คสช.เน้นย้ำอยู่บ่อยๆ....และนี่คืออีกหนึ่งความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่เมืองย่าโม ที่ยังรอความหวังในการแก้ไขปัญหา จากคสช.ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้วิเศษในสายตาชาวบ้านที่เดือดร้อนทั้งหมด แต่ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ คงจะต้องรอดูกันต่อไป