พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีในปีการผลิต 2557/58 ว่า คสช. ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตร เพื่อจะเชื่อมต่อการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้มีการบูรณาการ มีการติดตามกำกับดูแลทุกมาตรการให้มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยศูนย์ต่างๆ เหล่านั้นให้กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ถ้าเป็นไปได้ก็ทุกอำเภอ เกษตรกร สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก และสามารถจะเสนอแนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับเรา ในการที่จะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
"วันนี้ได้มีการสั่งการให้ทบทวนมาตรการการประกันภัยนาข้าว เรามีการดำเนินการมาทุกๆ ปี วันนี้ก็จะปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์กับชาวนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1.5 ล้านไร่ที่ประสบปัญหาภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จะต้องหามาตรการในการช่วยเหลือ โดยการจัดสรรพื้นที่ ที่มีความเหมาะสม ดูแลระบบชลประทาน ระบบป้องกันอุทกภัย จัดทำโซนนิ่งพื้นที่ในการเพาะปลูกให้มีความเหมาะสม พื้นที่ใดที่มีปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นประจำซ้ำซาก จะต้องให้ชาวนาลำบากในการปลูกต่อไป ก็ต้องหาพืชที่ทนแล้งได้ หรือต้องการน้ำน้อยได้ แต่มีราคาที่ใกล้เคียงกับราคาของข้าว คล้ายๆ กับการโซนนิ่งในอนาคต เพราะวันนี้เราต้องดูคนเหล่านี้ก่อน เช่นพื้นที่ที่อยู่นอกชลประทาน ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ถ้าปลูกข้าวทั้งหมด เท่าไหร่น้ำก็ไม่พอ จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้เขาได้ทำอย่างอื่นแทน แต่เขาต้องมีความพึงพอใจด้วย เพราะคนไทยทราบดีไม่ชอบถูกบังคับอยู่แล้ว แต่ก็ลำบากมาตลอดคงต้องแก้ไขกัน " หัวหน้า คสช. กล่าว
หัวหน้า คสช. กล่าวอีกว่า เรื่องการระบายข้าว ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนว่า คสช. ไม่ได้มีนโยบายให้ระงับข้อตกลงที่ได้ทำไว้แล้วกับผู้ประกอบการต่างๆ ในเรื่องการระบายข้าว ก็ทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ท่านสามารถดำเนินการตามสัญญาเดิมต่อไปได้ เฉพาะในส่วนที่ไม่มีปัญหาในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของ ป.ป.ช. เข้าใจ การค้าขายก็มีปัญหาไม่ต่อเนื่อง และขอความกรุณาอย่าไปอ้าง คสช. ไม่ให้ขายข้าว ไม่ใช่แบบนั้น ตรงไหนที่ทำสัญญาแล้วก็ต้องดำเนินการไปให้โปร่งใสนอกจากนี้คสช.เห็นชอบให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อนำมาช่วยเหลือเพิ่มค่าอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2556 - 2557 อัตราตันอ้อยละ 160 บาท จะจ่ายตรงกับชาวไร่อ้อยทุกตันอ้อย ที่ส่งเข้าหีบในโรงงานน้ำตาลทราย รวมผลผลิตอ้อยทั้งสิ้น 103.70 ล้านตัน เป็นเงินมูลค่าประมาณ 16,592 ล้านบาท และให้กระทรวงอุตสาหกรรมควบคุม ไปตรวจสอบกำกับดูแล การจ่ายเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยให้ถึงมือ ชาวไร่อ้อยที่มีสิทธิ์ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ให้คงการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ. และ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ได้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบในระยะยาว เพื่อนำเสนอ คสช. พิจารณาต่อไป
หัวหน้า คสช. กล่าวอีกว่า คสช.ยังได้อนุมัติงบประมาณให้กับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ปัญหากุ้งตายด่วน ที่วันนี้เป็นปัญหากับผู้เลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมาก วันนี้เราได้อนุมัติเงินจากงบกลางเป็นจำนวนหนึ่งประมาณ 90 กว่าล้านบาท จากวงเงินที่ขออนุมัติมากว่า 200 ล้าน เป็นระยะแรกจะใช้งบกลางให้ไปเพราะมีระยะเวลาดำเนินการเพียงช่วง 3 เดือน ก่อนที่จะสิ้นปีงบประมาณ 57 ในส่วนของที่ยังขาดจะไปปรับแก้ในงบประมาณของกระทรวง งบประมาณปี 2558 และทำให้ครบถ้วนต่อไป วันนี้ต้องปรับปรุงทั้งเทคโนโลยีวิธีการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในการเลี้ยง ทั้งนี้ เพื่อให้มีการผลิตและส่งออก คือต้องเพิ่มกำลังผลิต สำหรับกุ้งขาวเพราะวันนี้มีราคาที่สูงและเรายังไม่ได้พันธุ์เองได้ โดยได้ซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เข้ามาจำนวนหลายร้อยคู่ก่อน กรมประมงของเรามีความสามารถสูงในการดำเนินการเหล่านี้ ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์โครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ PGS สำหรับผู้ประกอบการ OTOP และวิสาหกิจชุมชน ได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินโครงการเป็นวงเงินไม่เกิน 1,600 ล้านบาท จะให้เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 และปีต่อๆ ไป เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก และวิสาหกิจชุมชนได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการประกอบกิจการ