เมื่อเวลา 14.15 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงกรณีแรงงานต่างด้าวแตกตื่นเดินทางกลับประเทศ และมีกระแสข่าวว่าทหารเป็นผู้ดำเนินการในมาตรการด้านกฎหมาย และใช้วิธีการที่รุนแรง โดยยืนยัน ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทหารยังคงให้ความสำคัญกับงานด้านการรักษาความสงบดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ส่วนเรื่องแรงงานจึงยังไม่มีการดำเนินการใช้มาตรการด้านกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น?
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการปล่อยข่าวจากทางฝั่งกัมพูชาว่ามีการเรียกแรงงานให้กลับประเทศ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการที่จะยืนยันเพียงแต่เห็นจากทางสื่อโซเชียลเท่านั้น จึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อถามกรณีที่มีบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ออกมาไล่ล่าแรงงานต่างด้าว ตามที่ปรากฏเป็นข่าว พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีการกระทำเช่นนั้น ซึ่งคสช.กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าหากใครพบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานทหารในพื้นที่ได้ เพราะบุคคลที่เคลื่อนไหวเหล่านี้อาจจะพยายามปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการในรูปแบบต่างๆได้
ส่วนที่มีข้อสังเกตว่ามีความพยายามที่จะใส่ร้ายว่าบุคคลที่ไปกระทำการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้มีบางกลุ่ม บางคนเคลื่อนไหวโดยเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือนในลักษณะที่ออกมาต่อต้านคสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆ และสามารถสอบถามข้อมูลจากทีมประชาสัมพันธ์หรือทีมโฆษคสช.ได้ ?ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่าไม่มีทหารเข้าไปไล่ล่าแรงงานแต่อย่างใด ส่วนคณะกรรมการจัดระบบแรงงานต่างด้าวที่คสช.ตั้งขึ้นจะดูในระดับนโยบายไม่ได้ลงไปในพื้นที่แจ่อย่างใด
เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ต่อต้านในประเทศ มีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เท่าที่ทราบขณะนี้มีเพียงในประเทศ?
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับรายงานกรณีที่มีข่าวว่าสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งทหารมารอรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับจากประเทศไทย พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างที่มีข่าว แรงงานบางคนอาจเดินทางกลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารก็เป็นได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข่าวที่ออกมา แต่การมารอรับอาจเป็นปัจจัยอื่นแต่เชื่อว่าไม่มีอะไร ทั้งนี้ย้ำว่าคสช.ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องรงงานกลับ แต่เป็นห่วงว่าการเดินทางกลับจำนวนมาจะส่งผลเสียหายต่อผู้ประกอบการได้ และขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ขณะที่ นายธนิช นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่าแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมากนั้น ว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวที่นำเข้าถูกต้องตามกฎหมายตามที่เอ็มโอยูระหว่างประเทศรวม 408,507 คนเป็นคนเมียนม่าร์ 111,492 คน ลาว 55,342 คน กัมพูชา 241,673 คน ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะมีหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทาง วีซ่าเพื่อประกอบการทำงาน แรงงานประเภทที่ 2 เป็นแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงเป็นแรงงานที่หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย จากนั้นทางการไทยได้นำมาขึ้นทะเบียนและประสานประเทศต้นทางมาพิสูจน์ สถานะบุคคลจากนั้นจะมีการออกเอกสารรับรอง โดยประเทศเมียนม่าร์และลาวจะออกหนังสือเดินทางชั่วคราว ส่วนกัมพูชาจะให้เอกสารรับรองสถานะบุคคล ซึ่งปัจจุบันแรงงานพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์ 1,630,279 ลาว 40,546 กัมพูชา 153,683 รวมเป็น 1,824,504 คน ทำให้ปัจจุบันเรามีแรงงานจากทั้ง 2 ประเทศรวมกันทั้งสิ้น 2,233,015 คน แบ่งเป็น เมียนม่าร์ 1,741,771 คนลาว 95,888 คน กัมพูชา 395,356 คนนอกจากนี้แรงงานทั้ง 2 ประเทศ ทางไทยมีบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศว่าเมื่อทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ซึ่งในปี 2557 นี้แรงงานต่างด้าวประเภทพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์จะต้องมีผู้ที่เดินทางกลับจำนวน 263,926 คน ลาว 34,999 คน กัมพูชา 25,784 คน แรงงานที่นำเข้าถูกกฎหมายตามเอ็มโอยูที่ทำงานครบ 4 ปีต้องเดินทางกลับเมียนม่าร์ จำนวน 4,658 คน ลาว 8,740 คน กัมพูชา 41,745 คน จากข้อมูลแรงงานกัมพูชาที่ครบกำหนดกลับรวมทั้งสิ้นประมาณ 67,000 คน
นายธนิช กล่าวว่า ในการเดินทางกลับของแรงงานในปัจจุบันนอกจากผู้ที่ครบกำหนด 4 ปีแล้วอาจมีญาติเพื่อนฝูงเดินทางกลับไปด้วย เพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝนก็จะกลับไปช่วยครอบครัวทำนา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ส่วนที่ข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชามีการดำเนินการให้ชาวกัมพูชาเดินทางกลับนั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการตามข่าว ปัจจุบันยังมีการเจรจาถึงการทำงานร่วมกันตามแนวชายแดนอยู่
?การเดินทางกลับของแรงงานกัมพูชาในขณะนี้ นอกจากปัจจัยตามเงื่อนไขข้อตกลงแล้ว ส่วนหนึ่งเขาอาจจะเห็นว่าประเทศเราอยู่ในสภาวะไม่ปกติคนเลยแตกตื่น และมีการสร้างข่าวลือไปต่างๆ นานา ซึ่งทุกๆ ฝ่ายก็ได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริง ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังทำป้ายไปติดตามด่านต่างๆ ว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกลับภูมิลำเนา ใครมีหนังสือเดินทางและใบอนุญาตที่ถูกต้องสามารถอยู่ได้ตามปกติและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับข่าวที่ว่ามีแรงงานเวียดนามทะลักเข้ามาจำนวน ไทยยังไม่มีนโยบายนำเข้าแรงงานเวียดนาม ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบเข้ามาทำงานบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการจำกุมอยู่ ส่วนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่มีนัยยะอะไร สามารถเหตุน่าจะเป็นเรื่องที่เขามองว่าเราไมีอยู่สภาวะปกติ? นายธนิช กล่าว
เมื่อถามว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับจำนวนมาก ได้มีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาบ้างหรือไม่ นายธนิช กล่าวว่า ยังไม่มี อีกทั้งปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ซึ่งเป็นจังหวะพอดี ซึ่งทาง 6-10 เดือนเศรษฐกิจไทยถึงจะฟื้นตัวหากไม่มีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเพราะยังมีปัญหาที่ประเทศลิเบีย อิรัก และสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบเรื่องการขาดแคนแรงงานความจริงนายจ้างบางแห่งอยากจะเลิกจ้างด้วยซ้ำ แต่กลัวจะหากลับมาใหม่ไม่ได้
เมื่อถามว่าแรงงานที่ครบกำหนด 4 ปีที่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไร นายธนิช กล่าวว่า ในหลักการเราสามารถนำเข้าแรงงานทั้ง 3 ประเทศได้ตลอดเวลาและผู้จัดส่งแรงงานในประเทศต้นทางก็พร้อมจะจัดส่ง ทั้งนี้กระทรวงแรงงานพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศแรงงานที่ทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับไปประเทศต้นทาง 3 ปี ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาก่อนยุบสภาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอต่อครม.ว่าอย่าให้ถึง 3 ปีเลย ขอเพียงให้กลับไปประเทศต้นทางเพียง 1 เดือนได้หรือๆม่จากนั้นกลับมาใหม่แต่เกิดเหตุยุบสภาฯ ก่อนจึงยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากเข้าสู่ภาวะปกติทางสมช.และกระทรวงแรงงานจะเสนอกลับมาใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานจะเปิดโอกาสให้แรงงานที่ยังลักลอบอยู่เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องซึ่งรอฟังนโยบายจากทางคสช.ก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นคน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียน ทร.38/1 ได้ใบอนุญาตทำงานแล้ว แต่ประเทศต้นทางยังไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้เท่านั้นเอง