ปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ในประเทศไทย ที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 7 ของพรบ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงมีถึง 41 ราย และยังมีผู้ค้ารายเล็กอีกเป็นจำนวนมาก การแข่งขันเป็นไปอย่างเสรีตามภาวะตลาด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ปตท.จะเป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกหรือผูกขาดธุรกิจค้าน้ำมัน ข้อเท็จจริงที่เห็นชัดเจนคือ ปตท.เป็นผู้ค้ารายแรกในตลาดที่ปรับลดราคาน้ำมันเมื่อราคาในตลาดโลกลดลง แต่เป็นรายสุดท้ายที่ปรับขึ้นราคาน้ำมันจากข้อมูลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า ปตท.ในฐานะผู้ค้ารายใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน 39% รองลงมาคือเอสโซ่และบางจากปิโตรเลียม มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 10% ขณะที่เชลล์ ยักษ์ใหญ่จากสหราชอาณาจักร มีส่วนแบ่งตลาด 9% และเชฟรอนมีส่วนแบ่ง 7% ส่วนแบ่งตลาดที่เหลืออีก 25% เป็นของผู้ค้ารายอื่นๆ
แม้ในแต่ละปี ปตท.จะมีกำไรกว่าแสนล้านบาท แต่กำไรจากธุรกิจน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 10% เท่านั้น เพราะเป็นธุรกิจที่มีมาร์จินต่ำหรือประมาณ 1 บาทต่อลิตรเท่านั้น โดย 40% ของกำไรปตท.ถูกจ่ายคืนเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ส่วนอีก 60% นำมาใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ไพรินทร์ บอกว่า การถูกโจมตีในประเด็นนี้ ประกอบกับการใช้แบรนด์ ปตท.ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2521 ปตท.จึงศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันเพื่อเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติการแยกธุรกิจน้ำมันออกจากปตท.และตั้งเป็นบริษัทใหม่ โดยแยกบัญชีกำไรขาดทุนอย่างชัดเจน และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน
ส่วนจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์จากปตท.เป็นชื่อใดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าปตท.อาจฟื้นแบรนด์ที่เคยใช้ในอดีตคือ สามทหาร ขึ้นมาอีกครั้ง