เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของคสช. กล่าวว่า ในวันนี้ (3 มิ.ย.) ได้เรียกประชุมระดับปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของส่วนราชการต่างๆ ทั้ง 19กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบนโยบายและชี้แจงถึงนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. ว่ามีการแก้ไขข้อกฎหมายของส่วนราชการ เพื่อเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน จนถึงการสร้างหลักประกันในการปฏิบัติงานไม่ให้มีการแทรกแซงอย่างไม่เหมาะสม และที่สำคัญเป็นการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมต่างๆ และลดความเหลื่อมล้ำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน การประชุมในวันนี้ทางด้านหน้าหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้มีการแบ่งกลุ่มกฎหมายเป็นกรอบการดำเนินงาน เพื่อผลักดันให้เป็นผลโดยเร็วในระยะเร่งด่วน เป็นการพิจารณากฎหมายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กฎหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีการนำมาพิจารณาและออกเป็นประกาศหรือคำสั่งของคสช.ที่จำเป็น
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า 2.กฎหมายที่ค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ หมายถึงกฎหมายที่เคยนำเสนอผ่านมติครม.และค้างอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ สำหรับกลุ่มนี้ขอให้ทุกส่วนราชการจัดทำข้อมูลมาอีกครั้ง เรื่องใดกฎหมายใดที่ยังค้างอยู่ ที่ผ่านครม.ไปอยู่ที่กฤษฎีกา นำมาจัดเรียงลำดับความเร่งด่วน ซึ่งเราไม่ทราบว่ากฎหมายที่ไปอยู่ที่กฤษฎีกามีจำนวนเท่าใด ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไข โดยใช้มาตรการเร่งด่วน และเสนอต่อคสช. และนำขึ้นสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป3.กฎหมายที่อยู่ในส่วนราชการที่เตรียมการยกร่าง ซึ่งในส่วนนี้ขอให้ทุกส่วนราชการได้จัดเตรียมข้อเสนอเหตุผลและความจำเป็นในการออกกฎหมาย หลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมาย หลังจากวางกรอบกฎหมายเรียบร้อยแล้วในวันนี้จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายทุกส่วนราชการให้มีความเข้าใจในการแบ่งกลุ่มงานทั้ง 3 งาน และให้กลับไปทำเป็นการบ้านเรียงลำดับความเร่งด่วนของกฎหมาย และส่งกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาธิการในวันที่ 6 มิ.ย. หลังจากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดลำดับ เพื่อดำเนินการส่งให้ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของคสช.ต่อไป
นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ทำหนังสือสอบถามมาที่คสช. ถึงสถานะพรรคการเมืองหลัง หลังคสช.มีประกาศฉบับที่ 11 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ส่งผลให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองสิ้นสภาพการบังคับใช้ไปด้วย เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้มีประกาศรับรองการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว
แหล่งข่าวจากทีมกฎหมาย คสช. เปิดเผยว่า เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปแล้ว ส่งผลให้พ.ร.บ.พรรคการเมืองสิ้นสภาพการบังคับใช้ไปด้วย ดังนั้นพรรคการเมืองที่มีอยู่ก็ต้องสิ้นสภาพไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้หัวหน้า คสช.ได้สั่งการให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายไปศึกษาข้อดีข้อเสียของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่สิ้นสภาพไปแล้วว่าควรจะมีการประกาศใช้ต่อไปหรือไม่ หากเห็นว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวส่งผลดีก็อาจจะออกเป็นประกาศ หรือบรรจุลงในธรรมนูญปกครองชั่วคราว
?ในกรณีที่เห็นว่าพ.ร.บ.พรรคการเมือง ควรมีผลบังคับใช้ เพราะเห็นว่ามีประโยชน์มากกว่าผลเสีย และคิดว่าควรจะออกเป็นประกาศ เราก็จะให้มีผลผลย้อนหลังให้กฎหมายคงสภาพไปเหมือนก่อนประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ?2550? แหล่งข่าวกล่าวและว่า ในขณะนี้นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคสช.ฝ่ายกฎหมาย เป็นหัวหน้าคณะดำเนินการ ซึ่งทีมกฎหมายอยู่ระหว่างการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวอยู่ เป็นไปตามที่หัวหน้า คสช.เคยบอกว่ากรอบในการร่างเป็นไปตามประเพณี ซึ่งการประกาศใช้เป็นไปตามห้วงระยะเวลาที่ต้องให้สิ้นสุดสถานการณ์ในระยะที่ 1 ในการดูแลสถานการณ์ให้สงบก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 11 ในการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ทำให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ฉบับสิ้นสภาพไปด้วย ได้แก่ 1. พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2.พ.ร.บ.ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง 3. พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 4. พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความคดีอาญา 5.พ.ร.บ.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6.พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการเลือกตั้ง สว. 7. พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ?8.พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ?9.พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีประกาศ คสช.ให้คงบังคับใช้กฎหมาย 5 ฉบับแรก ส่งผลให้กฎหมาย ?4 ฉบับหลังสิ้นสภาพการบังคับใช้ลง