เขาเล่าว่า ตามเวลานัดหมาย 14.00 น. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้นัดให้ตัวแทน 5 ฝ่าย ประกอบด้วย รัฐบาล, พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, กปปส. และ นปช. และ 2 สักขีพยาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ วุฒิสภา เข้าไปส่งการบ้านหลังจากที่วันแรก (21พ.ค.) ได้พูดคุยกันไปแล้วรอบหนึ่งแล้ว โดยรอบสองที่เข้าไปมีความผิดแปลกจากการประชุมกันรอบแรก คือ 1.ห้ามนำอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารทุกชนิดเข้าไปยังในห้องประชุม โดยให้ฝากไว้ภายนอกห้องประชุม และ 2. มีการตรวจค้นอาวุธในตัวบุคคล ด้วยเครื่องสแกนโลหะ หลังจากที่ทุกคนเข้าห้องและนั่งประจำที่แล้ว ผบ.ทบ. ได้เกริ่นนำด้วยสีหน้าที่ผิดจากการประชุมวันแรก คือเคร่งขรึม ว่า ขอให้จบภายในวันนี้ (22พ.ค.) เพื่อความสงบสุข คนรอเวลาไม่ได้ ขอให้จบให้ได้ พีระศักดิ์ ย้อนนาทีแรกของการพบหน้ากันอีกครั้ง เมื่อ ผบ.ทบ. เกริ่นนำจบ... ได้ปล่อยให้ตัวแทนของฝ่ายที่เข้าร่วม พูดถึงแนวทางออกของประเทศอีกเล็กน้อย โดยทุกฝ่าย ยกเว้น กกต. และส.ว. ที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้พูด ต่างย้ำถึงหลักการและเจตนารมณ์ของฝ่ายตนเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดิมที่ได้คุยกันไปแล้วในวันแรก ซึ่งไม่สามารถเป็นแนวทางออกของปัญหาได้ ขณะที่ ตัวแทนของฝ่ายประชาธิปัตย์ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ร้องขอให้ รัฐบาลยอมเสียสละ ผ่านทางนายวราเทพ รัตนากร แต่รัฐบาลกลับยืนยันว่าไม่สามารถลาออกได้เพราะมีปัญหาข้อกฎหมาย พร้อมร้องขอให้มีการทำประชามติในเรื่องการปฏิรูปแทน เมื่อ "คู่ขัดแย้ง" ไม่สามารถจบปัญหาได้ในเวทีนั้น "พล.อ.ประยุทธ์" ได้ขอให้แต่ละฝ่ายไปคุยกันแบบกลุ่มต่อกลุ่มในห้องย่อย โดยห้องแรก เป็นวงของ นปช. และ กปปส., ห้องที่สอง เป็นวงของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์, ห้องที่สาม เป็นห้องของรัฐบาล และห้องที่สี่ เป็นวงของผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ที่ "พีระศักดิ์" เชื่อว่าบรรยากาศของห้องหารือของ ผบ.เหล่าทัพนั้นเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ส่วนตัวแทน กกต. และ วุฒิสภานั้น ผบ.ทบ. บอกให้ไปพักผ่อนรับประทานของว่าง และกาแฟ เมื่อเวลาผ่านไป 40 นาที ทุกฝ่ายก็กลับเข้ามาห้องประชุมอีกครั้ง โดยก่อนจะเริ่มพูดจา จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้จับมือควง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ไปหา "ผบ.ทบ." ที่นั่งหัวโต๊ะ และพาลุกไปคุยแบบลับเฉพาะกัน 3 คน ประมาณ 1 นาที จากนั้นได้กลับมานั่งที่เก้าอี้อีกครั้ง นาทีต่อจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามไปยังรัฐบาลว่าจะลาออกหรือไม่ ทั้งแบบคณะ หรือรายบุคคล ซึ่งตัวแทนรัฐบาลยืนยันว่าไม่ลาออก พอสิ้นเสียงนั้น ท่านผบ.ทบ. ก็บอกเลยว่า งั้นผมขอยึดอำนาจ แล้วลุกขึ้น บอกให้ กกต. และ ส.ว.ออกจากห้องไป ส่วนที่เหลือให้อยู่ในห้อง ห้ามไปไหน จากนั้นก็มีทหารเข้ามาควบคุมตัว ส่วน ผมก็ไม่สนใจอะไรแล้ว เดินจากห้องไปทันที
"ส.ว.พีระศักดิ์" บอกถึงความในใจในนาทีนั้นว่า ไม่มีอาการตื่น หรือ ตกใจ เพราะเดาใจทหารได้ ว่าจะไม่มีการยืดเยื้อ เพราะเมื่อทหารออกหน้ามาแล้ว และสไตล์ทหารไม่ใช่ต้องมาเจรจารอบสาม หรือ รอบสี่ ดังนั้นเชื่อว่าคนที่เข้าไปอยู่ในวงเจรจาจะจับสัญญาณได้ว่าทหารจะไม่ปล่อยไว้ เพราะดูอาการจากผบ.เหล่าทัพมีความพร้อมเพรียงกัน ส่วนเหตุผลในนาทีตัดสินใจ "ยึดอำนาจการปกครอง" พีระศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ประเด็นหลักคือคำถามสุดท้าย เพราะหากรัฐบาลยอมลาออก สถานการณ์ที่ตีบตันจะเดินต่อไปได้ อีกทั้งเรื่องนี้ได้บอกเป็นหัวข้อการประชุมไว้อยู่แล้ว ว่าต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มเข้ามา โดยวิธีที่จะทำได้คือรัฐบาลรักษาการต้องลาออก แล้วใช้กระบวนการของวุฒิสภา แต่เมื่อรัฐบาลไม่ลาออก ก็ทำไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดรัฐที่ซ้อนรัฐขึ้นมา ส่วนแนวทางการเลือกตั้ง ของ กกต. เขาบอกแล้วว่า ทำได้ไวที่สุด คือ เดือนตุลาคม หรือในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งทหารเอง ก็ไม่อยากให้เลือกตั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมยังทะเลาะกันอยู่ ขณะที่ท่าทีของ นปช. ในนาทีก่อล้มโต๊ะเจรจา "พีระศักดิ์" จับอาการได้ว่ายอมแล้ว เนื่องจากมีคำพูดที่ว่า อะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย แต่ขอให้ยืนอยู่บนหลักการ
ในท้ายสุด "ว่าที่รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง" ได้ให้ความเห็นสนับสนุนการตัดสินใจของ "ผบ.ทบ." ที่วันนี้มีตำแหน่ง นายกฯ ชั่วคราวว่า ทหารตัดสินใจถูก เพราะไม่อย่างงั้นหนทางก็จะตันไปหมด เพราะสิ่งที่ ผบ.ทบ. ให้ 5 กลุ่มมาหาทางออก ก็เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาซึ่งเป็นที่มาของการประกาศใช้กฎอัยการศึก ที่จริงทางออกก็คือ การหารัฐบาลมาบริหาร แต่รัฐบาลไม่ลาออก หากใช้วิธีการปกติก็ทำไม่ได้ เขาก็ต้องปฏิวัติเพื่อตั้งนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม