ขณะที่ ภาครัฐ-เอกชน รอดูพัฒนาการก่อนใช้รับคนเข้าทำงาน เมื่อวัน 30 เมษายน ที่อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภานิสิตจุฬาฯ จัดเสวนา " U-NET กับอนาคตเด็กไทย" โดยมีคณาจารย์ นิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 100 คน เข้าร่วม รศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติระดับอุดมศึกษา หรือยูเน็ตมีความแตกต่างจากการสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เพราะการสอบยูเน็ตเป็นการจัดสอบสอดคล้องตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือทีคิวเอฟ แสดงว่าเป็นการสอบเพื่อประเมินคุณภาพของมหาวิทยาลัยไม่ใช่นิสิตนักศึกษาแบบรายบุคคล ดังนั้น เมื่อสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)รู้อยู่แล้ว ว่ายูเน็ตเป็นการสอบเพื่อประเมินมหาวิทยาลัยอยากเสนอแนะ ผู้เข้าสอบไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตน เวลาไปสอบไม่ต้องใช้บัตรประจำตัว ไม่ต้องกรอกชื่อตัวเอง เพราะเวลาสอบยูเน็ต ไม่ได้สอบในฐานะตัวเอง แต่สอบในฐานะของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นการประเมินคุณแต่ประเมินมหาวิทยาลัย สิ่งที่สทศ.จำเป็นต้องใช้ไม่ใช่โยงคะแนนกับชื่อ แต่โยงคะแนนเข้ากับมหาวิทยาลัย และแต่ละมหาวิทยาลัยสามารถส่งนิสิตนักศึกษากลุ่มหนึ่งไปสอบ เพื่อเป็นคะแนนของมหาวิทยาลัยและมาเทียบกัน คนที่จะรู้คะแนนก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยเท่านั้น อีกทั้งสทศ.ควรเลิกพูดว่าจะเอาคะแนนยูเน็ตไปใช้ในการทำงาน อยากให้ชัดเจนว่ายูเน็ตคืออะไร แตกต่างจากการสอบแบบอื่นอย่างไร นายพิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าที่ผ่านมา สทศ.ออกข้อสอบโอเน็ต อะไรก็มีปัญหาตลอด เท่ากับประวัติศาสตร์ของสทศ.ไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าจะเดินไปข้างหน้าประวัติศาสตร์ที่มีมาล้างให้ดีก่อน แล้วค่อยไปทำของใหม่ บ้านเมืองเราเป็นสังคมประชาธิปไตย ควรมีการทำประชาพิจารณ์ ที่นอกจากบอกว่าจะสอบหรือไม่สอบแล้ว ควรบอกได้ว่ามีกระบวนการอย่างไรเพื่อให้ข้อสอบเป็นกลางหรือเป็นมาตรฐานขึ้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม สทศ.ต้องทำหน้าที่ในการสื่อสารทุกเรื่องให้ตรงกัน อย่าเป็นคนพูดอย่างทำอย่าง หรือพูดไม่หมด และตราบใดที่ยังพูดไม่ชัดเจน ไม่ตรงกันก็จะเกิดปัญหา "ต้องเข้าใจว่าในแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัยมีความเป็นเฉพาะทาง ความถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าจะจัดสอบยูเน็ตภาษาอังกฤษเป็นตัวเริ่มต้น ตามความสมัครใจ มหาวิทยาลัยอาจจะไปเลือกในนิสิตนักศึกษาภาควิชาภาษาอังกฤษ เด็กไทยก็ผ่านทั้งทีในความเป็นจริงอาจไม่ผ่าน และอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันในมหาวิทยาลัย ดังนั้น ก่อนที่จะนำยูเน็ตมาใช้ประเมินกับมหาวิทยาลัย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสกอ. ต้องไปจัดทำกระบวนการยูเน็ตให้ดีก่อน อย่าไปผลักภาระให้แก่นักศึกษา ส่วนที่บอกว่าจะเป็นการประเมินบัณฑิตจบใหม่ อยากถามว่าถ้ามีผลของการสอบยูเน็ตที่ข้อสอบเป็นกากบาท จะสามารถบอกคุณสมบัติที่ดีของการทำงานได้หรือ และโดยปกติการรับคนเข้าทำงาพิจารณาจากหลายๆ เรื่องไม่สามารถวัดได้จากข้อสอบกากบาท และองค์กรต่าง ๆ มีกระบวนการในการคัดเลือกบุคคลอยู่แล้ว"นายพิพัฒน์ กล่าว นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า หากต้องมีการสอบยูเน็ต ควรคำนึงถึงมาตรฐานของข้อสอบต้องเป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง อย่าคิดว่าตัวเองมีหน้าที่จัดสอบแล้วต้องทำหน้าที่อย่างเดียว เป็นไปได้หรือไม่ก่อนจะสอบต้องมีบุคคลากร อาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยเป็นคนดูตัวข้อสอบ ส่วนที่อาจารย์เสนอว่าการสอบยูเน็ต ไม่ต้องกรอกข้อมูล ใส่รายชื่อนิสิตนักศึกษา ตนเห็นด้วย เพราะเป็นการประเมินมหาวิทยาลัย แต่ขณะนี้เด็กสอบมากอยู่แล้ว ความตั้งใจสอบจึงอาจจะมีน้อย ทำให้เกิดผลในเชิงลบกับมหาวิทยาลัยซึ่งในเชิงสังคมก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ถ้าเด็กเข้าไปกากบาทให้จบๆไป ผลสอบออกมามหาวิทยาลัยตก ไม่ผ่านการประเมิน อาจไม่กระทบต่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่กระทบต่อสังคม คุณภาพการศึกษาของประเทศ ดร.รัชนีวรรณ วณิชย์ถนอม นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า ก.พ.ทำเรื่องบริหารทรัพยากรบุคคล อยู่บนระบบคุณธรรม ความรู้และความสามารถ ซึ่งเป้าหมายของก.พ.คือคัดเลือกคนที่ดีที่สุดเข้ารับราชการ และในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะใช้คะแนนยูเน็ตในการรับคนเข้าทำงาน เช่นเดียวกับการสอบ TOEFL ที่เกิดขึ้นเพราะต้องการทดสอบภาษาอังกฤษของคนที่ต้องการไปเรียนประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มีมาตรฐาน และเมื่อการสอบเป็นที่ยอมรับ ก็มีหลากหลายหน่วยงานนำไปใช้ ซึ่งอนาคตยูเน็ตก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน น.ส.นราวดี เจริญจิตต์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ควบการลงทุนบริษัท เอไอเอ จำกัด กล่าวว่าหากภาครัฐมีความชัดเจนในเรื่องของยูเน็ต และวัดคุณภาพมาตรฐานในแต่ละวิชาชีพได้จริงนั้น เชื่อว่าภาคเอกชนอาจจะนำมาใช้ แต่ทั้งนี้ ในส่วนของภาคเอกชน อย่าง เอไอเอ เจ้าหน้าที่ พนักงานทุกคนล้วนผ่านการประเมินคุณภาพ และมีมาตรฐานวิชาชีพรองรับอยู่แล้ว เช่น เจ้าหน้าที่เอไอเอ ทางสายวิชาชีพแพทย์ ที่ต้องดูแลเรื่องการคุ้มครองการรักษาพยาบาล ซึ่งแพทย์ก็มีคุณภาพวิชาชีพของเขารองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ยูเน็ตที่มีมาตรฐานจริงอาจจะทำให้ยูเน็ตเป็นเสมือนตัวกระตุกให้หันมามองคุณภาพของตัวเด็กเอง ว่าได้มาตรฐานคุณภาพวิชาชีพหรือไม่ นายศิวัช สุดาเดช ประธานสภานิสิต จุฬาฯ กล่าวว่า สภานิสิตจุฬาฯ ได้ทำแบบสอบรวบรวมความคิดเห็นของนิสิตต่อการสอบยูเน็ต โดยทำการสอบถามนิสิตจุฬาฯ จำนวน 1,010 คน เมื่อวันที่ 27-30 เมษายน พบว่า นิสิต 71% ไม่เห็นด้วยกับการสอบยูเน็ต ค่อนข้างไม่เห็นด้วย 22% เฉยๆ 5% ค่อนข้างเห็นด้วย 1% และเห็นด้วย 1% ส่วนใหญ่เชื่อว่าการทดสอบดังกล่าวจะเอื้อให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของสถาบันกวดวิชา และเชื่อว่าการทดสอบที่มีปัจจุบัน เช่น TOEFL, TOEIC และการทดสอบจากหน่วยงานต่างๆ จะสามารถประเมินทักษะของบัณฑิตที่แต่ละหน่วยงานต้องการได้โดยตรง ไม่ซ้ำซ้อนและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ทั้งนี้ ยังเห็นว่า บัณฑิตแต่ละสาขาวิชาย่อมมีคุณลักษะที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้สทศ.เคารพความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ด้วย