ล่าสุด เครือข่ายนักศึกษา 27 สถาบัน ที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสอบ
U-
net ได้จัดตั้งแฟนเพจทางเฟสบุ๊ค
ขึ้นมาชื่อ "ต่อต้านการสอบ U-Net จากสทศ. " หรือ
www.facebook.com/WeareAntiunet?ref=nf
เพื่อคัดค้าน
และเปิดให้มีการลงชื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วย
นอกจากนั้น
เครือข่ายต่อต้านการสอบ U-Net จากสทศ. ได้ประกาศรวบรวมรายชื่อนักศึกษา 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นให้ สทศ.
พิจารณาล้มเลิกระบบดังกล่าว
ความเห็นส่วนใหญ่ของนักศึกษาในแฟนเพจนี้ มองว่า การสอบ U- net ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากนักศึกษาหลายคนจะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพของสายอาชีพนั้นๆอยู่แล้ว และการที่จะเอาผลสอบ U-NET ส่งให้บริษัทที่นักศึกษาสมัครเข้าทำงาน
เพื่อให้พิจารณานั้น
ควรจะให้นายจ้างเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจเองในเรื่องความรู้-ความสามารถจะดีกว่า และในช่วงเย็นของวันที่ 28 เมษายน
หลังจากจากที่มีการจัดตั้งแฟนเพจปรากฎว่ามียอดกดไลท์กว่า 9 หมื่นกว่าคน
ขณะที่อาจารย์พิพัฒน์
กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในคณะแต่ละคณะ แต่ละสาขาวิชา มันมีธรรมชาติต่างกัน
บางสาขาเน้นการทำวิทยานิพนนธ์/ภาคนิพนธ์ หรือศิลปนิพนธ์ ดนตรีนิพนธ์
บางสาขาเป็นการสอบแบบประมวลความรู้ (Comprehensive) ซึ่งต้องเขียนวิเคราะห์และยังอาจมีการสอบปากเปล่าด้วย
บางสาขาไม่มีสอบหรือต้องทำรายงานเล่มใหญ่
แต่มันจะเรียกผ่านได้ก็มาจากการพัฒนาทักษะ (skill) อย่างมากจนอาจารย์ให้ผ่าน
"ถ้าอธิบายระบบสอบ U-Net ว่าดี มันก็คงดีสำหรับคนคิดเท่านั้น
เรพาะคาดหวังว่ามันจะยกระดับคุณภาพนักศึกษา
แต่คุณภาพของนักศึกษามันต้องมาจากการสั่งสมความรู้ " อาจารย์พิพัฒน์ กล่าว
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์รายนี้ ยังมองว่า U-Net เป็นระบบที่ซ้ำซ้อน ไม่มีหลักประกันที่เห็นผลได้จริง
เพราะไม่เคยทดลองด้วยหลักสถิติมาก่อน ไม่มีใครรู้คุณภาพของข้อสอบ
ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ เพราะมองว่าเด็กคิดไม่เป็น
และทำให้นักศึกษาต้องเสียเวลาเปล่าแทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองในทางอื่น
ทางด้าน ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(สกอ.)ให้ความเห็นว่า การสอบ ยูเน็ต เป็นการประกันคุณภาพการศึกษา
และการประกันคุณภาพบัณฑิตระดับอุดมศึกษา