เปิดใจ "สมคิด บุญถนอม" คดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ
10 เม.ย. 2557 | wanchat

สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จำเลยคดีร่วมกันอุ้มฆ่า อัลรูไวลี่ นักธุรกิจซาอุฯ หลังศาลสั่งยกฟ้อง
ข่าว
10 เม.ย. 2557 | wanchat

สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จำเลยคดีร่วมกันอุ้มฆ่า อัลรูไวลี่ นักธุรกิจซาอุฯ หลังศาลสั่งยกฟ้อง
หลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตหัวหน้าจเรตำรวจ และพวกรวม 5 คน ในคดีร่วมกันอุ้มฆ่า นายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตตำรวจมือปราบรายนี้เก็บตัวเงียบและปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกแขนงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือนเศษ กระทั่งล่าสุดยินยอมให้สัมภาษณ์เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด กับ "เนชั่น ทีวี" เป็นที่แรก รู้สึกอย่างไรหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ผมรอวันนี้มาโดยตลอด เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นพิสูจน์ได้ว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ จากพยานหลักฐานต่างๆที่มี ผมเป็นตำรวจต้องยึดหลักความยุติธรรมและความถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งผมต้องชี้แจงให้ทางญาติของนายมูฮัมหมัดเข้าใจต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่อยากให้เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนญาติของนายมูฮัมหมัด เข้าใจว่าผมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด เป็นเพราะสมัยนั้นผมมียศ พ.ต.ท. เป็นรองผกก. กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ ซึ่งได้รับหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าไปสืบสวนสอบสวนคดีลอบสังหารนักการทูตซาอุดิอาระเบีย ซึ่งในช่วงปี 2532 และ 2533 มีนักการทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทยถึง 4 ราย ถูกลอบสังหารในประเทศไทย ต่อมากลับมีการฟ้องร้องกล่าวหาว่าผมและพวกร่วมกันอุ้มฆ่านายมูฮัมหมัด แต่พนักงานอัยการก็สั่งไม่ฟ้องไปตั้งแต่ปี 2536 จึงไม่มีโอกาสได้พิสูจน์หรือค้นหาความจริง ทำให้เขาได้รับข้อมูลฝ่ายเดียวว่าผมเป็นผู้สั่งสังหารนายมูฮัมหมัด จึงเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ จนเราไม่สามารถส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ตะวันออกกลางได้ สาเหตุที่ทำให้มีการฟ้องร้องคดีใหม่ขณะที่อายุความใกล้จะจบเป็นเพราะอะไร คดีที่กิดขึ้นมาจากเรื่องทางการเมืองแน่นอน เพราะนอกจากผมจะเป็นน้องชาย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอน อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. แล้ว ผมยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา คมช. บริหารงานและตรวจสอบความไม่ถูกต้องของอดีตนายกรัฐมนตรี ในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งค้นพบความจริงในหลายเรื่อง ทำให้เมื่อเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลแล้วเขาจึงต้องการให้ผมพ้นจากตำแหน่ง ผบช.ภ.5 ในสมัยนั้น จึงเกิดการรื้อฟื้นคดีนี้ ต่อมาพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้อ้างคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก ซึ่งเป็นจำเลยหลบหนีโทษจำคุกในคดีฆ่าคนตาย โดยมีการอ้างว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย ได้รับทราบจากการพูดคุยในวงเหล้ากับ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง หนึ่งในจำเลยร่วมว่า นายมูฮัมหมัด เสียชีวิตแล้ว อ้างว่าเป็นหลักฐานใหม่ ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจึงฟ้องต่อศาล สมัยรัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนักการเมืองรายหนึ่งพูดว่าให้ผมไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้ยังไง ผมเลยคาดการณ์ว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ จะต้องหาเรื่องดำเนินคดีกับผม กับกลุ่มคนสีหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย จะมีการนำคดีนี้มาสกัดกั้นให้หลุดพ้นจากตำแหน่ง มีการพูดถึงกรณีที่ผมกับพี่ชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียก็จะหมดอายุความ ซึ่งผมมองว่าไม่มีเรื่องนี้ก็จะมีปัญหาอย่างอื่นตามมา มีการกล่าวหาผมกับพี่ชายว่าจัดฉากสร้างพยานหลักฐานกรณีเรื่องการโกงเลือกตั้งให้ระวังเมื่อเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล ซึ่งผมว่าเชื่อมโยงถึงการเมืองแน่ เพราะผลการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ของผมกลายเป็นที่มาให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค มีการอ้างถึงแหวนทองของนายมูฮัมหมัดว่าเป็นหลักฐานใหม่ทำไมหลักฐานชิ้นนี้ไม่ปรากฏในตอนแรก ผมเคยถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2536 ซึ่งขณะนั้นพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งตามกฎหมายจะห้ามมิให้เข้าไปสืบสวนสอบสวนกับคดีนี้อีก ยกเว้นเสียแต่เป็นหลักฐานใหม่ที่จะพิสูจน์การกล่าวหา ซึ่งแหวนกลายเป็นหลักฐานใหม่ เมื่อเรื่องนี้เข้ามาสู่กระบวนการทางยุติธรรมก็ถือเป็นเรื่องดีที่ผมมีโอกาสพิสูจน์ความจริง ผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ให้ผมเข้าไปพิสูจน์ในหลายๆเรื่อง ซึ่งถ้าผมหนีคดีหรือปล่อยให้คดีหมดอายุความ จะทำให้ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม แต่ผมต้องการให้ความยุติธรรมของไทยพิจารณาตามหลักนิติธรรม แต่ถ้าผมทำผิดผมก็พร้อมที่จะเข้ากระบวนการของศาล ผมไม่ต้องการแค่หมดอายุความ ผมไม่อาจทิ้งปัญหา ไม่หนีคดี เพื่อเอาอายุความเป็นเกราะป้องกันตัว เพราะมันจะกระทบต่อผู้เสียหาย ความรู้สึกของต่างประเทศที่มีความคลางแคลงใจ และต้องการรับคำตอบ สิ่งนี้ผมถือโอกาสให้เป็นบทพิสูจน์ ผมพูดกับสื่อภาคเหนือว่า ผมจะถือโอกาสนำประเทศที่ผมถูกดำเนินคดี เป็นบทพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความจริงใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อลดความไม่สบายใจ ระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบีย แหวนทองคำ หรือคำให้การของพ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ดีเอสไอมั่นใจว่า จะสามารถรื้อฟื้นคดีผมใหม่ได้ โดยเขามองว่า พยานหลักฐานใหม่ที่ค้นพบเพียงพอที่จะให้ศาลลงโทษผมได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองพึงพอใจ เพราะผมเป็นอุปสรรคของการเคลื่อนไหวทางภาคเหนือตอนบนที่ผมรับผิดชอบอยู่ นี่จึงเป็นมูลเหตุจูงใจที่ต้องรื้อฟื้นคดีใหม่ ซึ่งทุกอย่างเป็นโอกาสที่ผมจะได้พิสูจน์ความจริง ตลอด 24 ปี ผมไม่เคยมีโอกาสชี้แจง ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ การหาความจริงจะมาตอนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือ การเปลี่ยนอุปฑูตซาอุดิอารเบียประจำประเทศไทย การแต่งตั้งโยกย้าย ประเด็นข้อสงสัยจะมาช่วงเวลานั้นทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมเสียโอกาสในการเติบโต ทั้งที่ความจริงแล้วในช่วงรับราชการผมน่าจะมีโอกาสเป็นพลตำรวจเอก ช่วงหนึ่งมีชื่อ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ จะเป็นพยานในคดีนี้ด้วยเพราะอะไร ผมย้อนกลับไปในอดีต พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปก่อคดีฆ่า นายฉัตร ดำรงค์พันธ์ ชัยเฉลิมพักษ์ แกนนำกระบวนการต่อต้านลาว ซึ่งมีเชื้อพระวงศ์ลาว ผู้ตายเป็นคนลาวที่มาอาศัยอยู่ในลาว ถูก พ.ต.ท.สุวิชชัยกับพวกอีกคนยิงเสียชีวิตในพื้นที่ สน.โคกคราม เมื่อปี 2545 ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เขาประกันตัวอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ระหว่างนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือหลังมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช ตอนนั้นยังเป็นพรรคพลังประชาชนยังไม่ถูกยุบพรรค ก็มีการรื้อฟื้นคดีโดยการเปลี่ยนตำแหน่งท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากท่านสุนัย มโนมัยอุดม เป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เข้าไปสืบสวนหาความจริง แล้วแถลงข่าวว่าจะรื้อฟื้นคดีนี้่ และสืบสวนหาความจริงด้วย คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ขณะนั้นก็เข้าไปกับพนักงานสอบสวนไปพบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ มีความพยายามจะนำ พล.ต.ท.ชลอ มาเป็นพยาน ต่อมามีการประกาศว่าจะหาความจริงจากวัตถุพยาน ซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะคาดโทษผมไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าไปสืบสวนจนมีหลักฐาน กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่้งตัดสิทธิ์ทางการเมืองนักการเมือง 5 ปี และเป็นที่มาของการยุบพรรคพลังประชาชน