เนชั่นทีวี

ข่าว

"อภิสิทธิ์"ติง “ทฤษฎีสมคบคิด”ไม่ค่อยเก่ง

03 เม.ย. 2557 | wanchat

"อภิสิทธิ์"ติง “ทฤษฎีสมคบคิด”ไม่ค่อยเก่ง

3 เม.ย.57 - "อภิสิทธิ์"ติง “ทฤษฎีสมคบคิด” ไม่ค่อยเก่ง ถามทำไมเสื้อแดงไม่โวย กกต. ยกคำร้อง “เยาวภา”

(3 เม.ย. 57) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ต่อกรณีที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่ามีกระบวนการสมคบคิดนั้นว่า เป็นกระบวนการสมคบคิดที่ไม่ค่อยเก่ง เพราะวานนี้ กกต. ก็ยกคำร้องกรณีนางเยาวภา ขนคนไปเลือกตั้งซ่อม ซึ่งหากเป็นการสมคบคิดกันจริง ก็น่าจะค่อยๆ ล้างไปให้หมดเลยทีละคน เหตุใดกรณีนี้จึงไม่ออกมาโวยวาย แล้วจะอธิบายกรณีนี้อย่างไร  จากเหตุการณ์ระเบิดวานนี้ ที่ลาดปลาเค้า 72  “ต้องแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย และผมว่าหลายคนก็แปลกใจว่ามันมีอาวุธสงคราม ผมไม่แน่ใจอายุเท่าไหร่ ที่ระเบิดขึ้นมา แล้วก็ไปปรากฎอยู่ในร้านซื้อขายของเก่า มันก็เป็นตัวที่บ่งบอกนะครับว่าเราคงจะต้องมีความพยายามในการที่จะเข้มงวดกวดขันกันมากยิ่งขึ้นเพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าเขาพิสูจน์ได้ชัดเจนหรือยังว่า อาวุธระเบิดนี้อายุเท่าไหร่ แต่ว่าลองนึกภาพว่าในหลายสิบปีที่ผ่านมา เราจะมีอาวุธสงครามจากการต่อสู้ สู้รบ ไม่นับในสถานการณ์ปกติซึ่งอาจจะมีการลักลอบขายกันออกมาจากผู้ที่ครอบครองสิ่งเหล่านี้เท่าไหร่ ถ้าไม่ระมัดระวังกัน สามารถเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ และนี่ก็เกิดขึ้นใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้ ทำให้เกิดการสูญเสีย ก็คงต้องมาทบทวนเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้นในส่วนนี้”  สิ่งแรกที่พบระเบิดควรจะทำอย่างไร  “ผมว่าสิ่งแรกควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรไปยุ่งอะไรกันมันมากนะครับ”  วานนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยรับคำร้องเรื่องคุณสมบัติของนายกฯ ตามที่ สว. ยื่น “เมื่อวานนี้ที่ยังสงสัยอยู่เพราะว่ากรณีนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องการยื่นถอดถอน แต่เป็นการยื่นให้ศาลนั้นชี้ว่าบุคคลนั้นได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งหรือยัง โดยไปโยงกับสิ่งที่เขาเรียกว่า คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การห้ามการกระทำทั้งหลาย ทีนี้มูลเหตุของเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากคดีที่ศาลปกครอง ที่ศาลปกครองได้ชี้กรณีของการโยกย้ายคุณถวิล เปลี่ยนสี  ที่มันโยงเข้ามานี้ ก็เพราะว่าในรัฐธรรมนูญนั้นห้ามไม่ให้ สส. สว. ซึ่งครอบคลุมไปถึงนายกฯ และรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง ในเรื่องของการโยกย้าย ที่ไม่ใช่เป็นการโยกย้ายในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ทีนี้กรณีของคุณถวิล ที่มันมีความแตกต่างจากการโยกย้ายกรณีอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีการวินิจฉัยว่า โยกย้ายถูกต้องไม่ถูกต้องก็สุดแล้วแต่นั้น ก็คือมันดูจะเข้าไปในข่ายของการที่โยกย้ายเพื่อประโยชน์ของคนในครอบครัวให้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มันจึงเข้าข่ายลักษณะของการเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งกรณีที่นายกฯ หรือรัฐมนตรีจะทำการโยกย้ายแต่งตั้งนี้ ต้องเป็นกรณีที่ทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่แถลงต่อสภาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ  ทีนี้จากตรงนี้ก็นำไปสู่ประเด็นว่า ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ครม. หรือรัฐมนตรีนั้นต้องไม่กระทำการต้องห้ามตามมาตราที่ได้อ้างมาเมื่อสักครู่ ตอนแรกที่ผมบอกว่า มันก็ไม่ชัดเจนว่าศาลท่านจะออกอย่างไร ก็ในมุมที่ว่า มีคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ นายกฯ เขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เพราะว่าในอดีตเวลาเป็นการวินิจฉัยกรณีของ สส. สว. ถ้า สส. สว. ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว ประเด็นแบบนี้ศาลก็จะไม่รับ หรือถ้ารับไว้แล้วก็จะจำหน่ายคดีออก เนื่องจากมันไม่มีกรณีที่จะต้องวินิจฉัย แต่กรณีของนายกฯ นี้แม้จะพ้นไปแล้ว แต่เนื่องจากยังอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่อยู่ ผมเข้าใจว่านี่คือสาเหตุที่จะรับเรื่องนี้เข้ามาพิจารณา”  เมื่อศาลรับไปแล้ว กรณีที่คุณอภิสิทธิ์สงสัยก็น่าจะจบไปแล้วใช่หรือไม่ “ผมเข้าใจว่าน่าจะจบครับ ก็ไปดูต่อเท่านั้นเองว่า สิ่งที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้นี้ ถือว่าเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 266 หรือไม่ อันนี้ก็ต้องไปเป็นเรื่องของการที่ศาลรัฐธรรมนูญคงจะเอาคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดไปเทียบเคียงดูว่ามันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่  ถ้าเป็น ก็อาจจะชี้ว่า นายกฯ กระทำการต้องห้ามตัวนี้ ความเป็นนายกฯ ก็สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ส่วนจะตีความอย่างไรต่ออันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่เถียงกันอีกครับ”  น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องชี้แจงอะไรอีกหรือไม่ นอกเหนือจากคำพิพากษาศาล ซึ่งได้ไปชี้แจงในศาลปกครองมาแล้ว  “ผมไม่แน่ใจนะครับว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดนั้น รายละเอียดว่าอย่างไรบ้าง อันนี้ยอมรับ ผมยังไม่ได้ไปอ่านทั้งหมด ผมเคยอ่าน แล้วก็ทีนี้ต้องเข้าใจอย่างนี้ครับว่า วันที่มีการฟ้องร้องกันที่ศาลปกครองสูงสุด มันเป็นการฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งของนายกฯ ซึ่งศาลก็ต้องพิจารณาว่าสมควรเพิกถอนมั้ย กรณีนี้ก็บอกว่าควรเพิกถอน เพราะมันเป็นการโยกย้ายไม่ถูกต้อง  ทีนี้จากตรงนั้นมาสู่ตรงนี้ มันต้องไปดูว่า แม้ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าคำสั่งนั้นถูกเพิกถอน คือพูดง่ายๆ คำสั่งออกมาไม่ถูกต้อง แต่การออกคำสั่งนั้น มันคือการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 266 หรือไม่ มันมีอีกประเด็นนึง ซึ่งอันนี้นายกฯ ก็คงต้องไปชี้แจงในมุมนี้ครับ”  ถ้าเข้าข่ายการกระทำต้องห้าม ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งใช่หรือไม่  “ครับ ถ้าเกิดบอกว่ามันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน 266 ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้ก็จะมีคนไปเทียบเคียงกับสมัยนายกฯ สมัคร ตอนนั้นก็คือปัญหาเรื่องการไปเป็นลูกจ้างของรายการทีวี ก็พอศาลบอกว่าทำอย่างนี้มันผิด คุณสมัครก็พ้นจากนายกฯ แต่บังเอิญตอนนั้นไม่ได้ยุบสภา ก็เลยเป็นกรณีที่นายกฯ พ้น ครม. พ้น แล้วก็ต้องเลือกนายกฯ กันใหม่  ถามว่าพอชี้อะไรอย่างนี้ในวันนั้น คุณสมัครกลับมาเป็นนายกฯ ได้มั้ย คำตอบคือ ได้ แต่บังเอิญคุณทักษิณไม่ให้ คุณทักษิณจะให้คุณสมชายแทน ส่วนกรณีวันนี้ ถ้าคุณยิ่งลักษณ์พ้น แล้วตีว่าพ้น หมายถึงว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้นี้ คุณยิ่งลักษณ์จะกลับมาได้มั้ย คำตอบก็คือว่า คุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องไปรอจนเลือกตั้ง แล้วกลับมา ไม่เหมือนถอดถอนนะครับ ถ้าถูกถอดถอนก็คือกลับมาไม่ได้ 5 ปี แต่กรณีอย่างนี้กลับมาได้เลย ถ้ามีกระบวนการ มีคุณสมบัติครับ”  สมมติว่าขณะนี้ยังไม่มีการยุบสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วศาลชี้ว่าผิด คุณยิ่งลักษณ์ก็พ้น แต่สภาก็สามารถเลือกคุณยิ่งลักษณ์กลับมาใหม่ได้ แต่บังเอิญวันนี้มันไม่มีสภา มันอยู่ในระหว่างที่จะต้องมีการเลือกตั้ง ก็ต้องไปรอผลจากการเลือกตั้ง”  มือกฎหมายของพรรคเพื่อไทยระบุว่า ตอนนี้เป็นนายกฯ รักษาการ ถ้าศาลตัดสินก็ไม่ออก สามารถอยู่ต่อไปได้  “ก็อันนี้แหละครับ ที่เมื่อวานนี้ผมตั้งคำถามว่า ศาลจะมีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร ผมก็คิดว่ามันมี 2 ประเด็นที่สมมติว่าศาลเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่ขัด มันก็มี 2 ประเด็นที่ต้องให้คำตอบต่อ ประเด็นแรกก็คือว่าคำว่าพ้นครั้งนี้แปลว่าอะไร หมายความว่าห้ามรักษาการใช่มั้ย เพราะว่าพ้นโดยการยุบสภานั้นมันพ้นมาแล้ว แต่ว่าประเด็นนี้จะทำให้รักษาการไม่ได้ด้วยใช่หรือไม่ นั่นประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 ถ้าบอกว่าคุณยิ่งลักษณ์รักษาการไม่ได้นั้น มีผลต่อคณะรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ต้องรอคำตอบเหมือนกัน เพราะมันไม่เคยเกิดเหตุแบบนี้มาก่อน”  คิดว่าศาลจะชี้มาในคราวเดียวกันหรือไม่  “ผมไม่สามารถไปตอบคำถามนี้ได้ 1. ผมไม่ได้เห็นตัวคำร้อง ร้องอะไรบ้าง 2. ก็เป็นดุลพินิจของศาลครับ”  แต่สมัยนายกฯ สมัคร ก็หลุดทันที แล้วเป็นคนอื่นรักษาการ จนมีการเลือกนายกฯ คนใหม่  “สถานการณ์มันต่างกันเพราะตอนนั้นมันมีสภาอยู่ แล้วก็กรณีของคุณสมัคร รัฐธรรมนูญก็เขียนชัดแจ้งไงครับว่า พอความเป็นรัฐมนตรีเฉพาะตัวสิ้นสุดลง คำนี้เลย เพราะว่าคุณสมัครไปดำเนินการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ นอกจากคุณสมัครสิ้นสุดลงเฉพาะตัวแล้ว เมื่อนายกฯ ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ครม. ก็สิ้นสุดลงด้วย ทีนี้เวลา ครม. สิ้นสุดลง เขาก็บอกให้ทำหน้าที่จนกว่าจะมีคนใหม่ แล้วเขาก็บอกชัดว่า กรณีนายกฯ หลุดจากตำแหน่งอย่างนั้น ก็ให้สภาไปเลือกใหม่ครับ”  หลังจากที่ศาลรับเรื่องไว้พิจารณา พรรคเพื่อไทยก็บอกว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด และพูดถึงกรณีสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ที่โยกย้ายอดีตเลขา สมช. ด้วย เรื่องนี้มีความเหมือน หรือต่างอย่างไร  “ก็มันไม่เหมือนนะครับ เพราะว่าตอนที่มีการโยกย้ายตำแหน่งเลขา สมช. คือรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่า โยกย้าย แต่งตั้งไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 266 อย่างที่ว่า ทีนี้กรณีของผมนั้นมีการโยกย้าย มีการตกลง แล้วก็มีการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ได้มีการโต้แย้งทางกฎหมาย  แล้วก็ประการที่ 2 ที่มันเป็นความแตกต่างชัดเจนคือผมไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรกับใครเลย เป็นเรื่องของการปรับย้ายตามความเหมาะสม ตามนโยบาย ตอนนั้นก็คือคุณถวิล ก็ขึ้นมาเป็นเลขาธิการ และผมก็ไม่ได้ย้ายทันทีด้วยนะครับ เวลาล่วงไปประมาณสักปีนึงได้ แต่นี่ชัดเจนเลย แล้วก็คุณถวิลก็ไม่ใช่ญาติผมนะครับ แต่ว่ากรณีนี้มันชัดว่าเข้ามาปั๊บ ต้องการที่จะหาทางให้คุณเพรียวพันธุ์ เป็น ผบ.ตร. ก็ต้องไปต่อรองกับคุณวิเชียร คุณวิเชียรก็ตกลงที่จะมาตรงนี้ ก็ต้องเอาตรงนี้ออกเพื่อเปิดทางให้คุณเพียวพันธุ์นั่นแหละ”  พรรคเพื่อไทยใช้คำว่า เป็นทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะไม่ยอมรับอำนาจองค์กรอิสระ  “เขาก็ทำอย่างนี้มาตลอดนะครับ เวลาที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องขององค์กรอิสระต่างๆ เขาก็จำเป็นที่จะต้องสร้างเรื่องขึ้นมาว่า การตัดสินที่มันไม่ถูกใจเขานี้มันคือการตัดสินที่ไม่ถูกต้อง และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมคบคิด แต่ว่าผมว่า มันจะสมคบคิดกันก็ไม่ค่อยเก่งเลยนะ เพราะว่าเมื่อวานนี้ทำไม กกต. ปล่อยคุณเยาวภาไปล่ะ  ถ้าสมคบคิดกันนี่น่าจะค่อยๆ ล้างไปให้หมดเลยนะ ทีละคนนะ คุณทักษิณก็โดนแล้ว ก็มาคุณเยาวภา แล้วก็มาคุณยิ่งลักษณ์ ทำไมไม่พูดล่ะครับ หรือตอนนี้เสื้อแดงบอก กกต. ไม่เกี่ยวแล้ว ทฤษฎีสมคบคิด หรือยังไงครับ เสื้อแดงโวยมั้ยครับ ณัฐวุฒิโวยมั้ย จตุพรโวยมั้ย เฉลิมโวยมั้ย คุณยิ่งลักษณ์โวยมั้ย ผมยังว่า เออ แล้วทำไมฝ่ายผมไม่โวยบ้างล่ะ เมื่อวานทราบมั้ยเรื่องของคุณเยาวภา”  กกต. เสียงข้างมาก ยกกรณีนางเยาวภา ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการขนคนไปเลือกตั้ง  “ผมไม่ทราบนะครับว่า ถ้าโดน ความหมายคือถ้าเป็นใบแดง ก็คงต้องไปขึ้นศาล เพราะรู้สึกจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมใช่มั้ยครับ”  “ก็เห็นบอกรถ 20 คัน แต่ผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่าตกลงที่ยกนี้เหตุผลอะไร แต่ว่าเห็นบางสื่อเขียนบอกว่าพิสูจน์ไม่ได้ว่า คนขน กับคุณเยาวภาเกี่ยวข้องกัน แล้วก็เหมือนกับว่าพื้นที่ห่างไกล แค่เอาญาติไปลงคะแนนไม่ได้มีการว่าจ้าง ผมก็ยัง เออ แปลกเหมือนกันนะว่าญาติ 20 คัน”  ผิดกับผู้สมัคร สว. ที่ จ.นครปฐม เขียนป้ายว่า ไม่เอาระบอบทักษิณ โดนใบแดง  “แม้แต่กรณีนั้นผมก็ข้องใจนะว่าหน้าที่ของ สว. ก็คือเขาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เขาก็แสดงจุดยืนว่าเขาจะตรวจสอบบนหลักการอะไร แต่ก็นี่ครับ ผมถึงบอกว่า ถ้าลองคิดกลับกันว่า สมมติว่ามีคนขึ้นป้ายไม่เอา กปปส. แล้วโดนใบแดง เป็นเสื้อแดง แล้วเสร็จแล้วมีการร้อง กกต. บอกว่าผิด ผมว่าเสื้อแดงโวยนะ หรือว่าถ้าเกิดเมื่อวานนี้แทนที่จะเป็นคุณเยาวภา แต่เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อแดงอาจจะโวย โอ้โห เป็นไปได้อย่างไร รถ 20 คัน อะไรอย่างนี้ คือผมก็บอกว่าถ้าทุกฝ่ายจะทำอย่างนี้ องค์กรอิสระก็จะทำงานไม่ได้เลย แต่นี่ผมถึงบอกว่ามาตรฐาน บรรทัดฐานก็คือว่า ทุกฝ่ายก็ต้องบอกว่า เมื่อตัดสินแล้วก็ต้องยอมรับ ยกเว้นไปมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า ท่าน กกต. หรือศาล ท่านไปทำโดยไม่สุจริต อย่างนั้นท่านก็ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบ  เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียกร้องครับ นี่ไงครับว่า คุณก็ทฤษฎีสมคบคิดกันเช้า สาย บ่าย เย็น กี่องค์กร แล้วเวลามีการตัดสินอย่างนี้ คุณเยาวภา ถูกปล่อยไปนี้ อธิบายอย่างไรครับ”  ขณะที่พรรคเพื่อไทยบอกว่า มีทฤษฎีสมคบคิด แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยกำลังทำอยู่นี้ ถือเป็นการสมคบคิดอีกด้านหนึ่งได้หรือไม่ที่จะล้มล้างองค์กรอิสระ  “อันนี้ทำมาชัดเจนอยู่แล้วครับ อันนี้ไม่ใช่ทฤษฎี อันนี้พิสูจน์มานานแล้วครับ ขอจริง เล่นกันเป็นกระบวนการตั้งแต่รัฐบาล หัวหน้ารัฐบาล เวลาโดนคดี แทนที่จะพูดจาในเนื้อหา ที่จะเป็นประโยชน์ให้สังคมเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร กลับสร้างความสับสนเพิ่ม ดิสเครดิต ยื้อเวลา อ้างต่างๆ นานา ครม. ก็รับลูก พรรคเพื่อไทยก็ไปในทางเดียวกัน แถมยังมีระเบิด แถมไปให้เขาอีก จากกลุ่มมวลชนของตัวเอง”  วานนี้คุณอภิสิทธิ์ได้ติดตามการประชุมของผู้นำเหล่าทัพ และตำรวจหรือไม่  “ติดตามอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบว่ามีอะไรชัดเจนแค่ไหน ในแง่ของการที่จะดำเนินการต่อไป”  บทสรุปวานนี้ไม่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก และหารือร่วมกันกับตำรวจว่าจะรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกฝ่าย ขออย่าได้ใช้ความรุนแรง  “ถ้าบอกว่าเมื่อวานนี้ประชุมแล้วมีการประกาศกฎอัยการศึกออกมา ผมจะแปลกใจ เพราะว่ามันก็เหมือนกับเวลามีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรืออะไรก็ตามนั้นมันต้องมีเงื่อนไขของการที่จะทำเช่นนั้น เพราะกฎอัยการศึกก็คือเป็นการโอนอำนาจทั้งหลายไปให้กับทางฝ่ายทหาร ถ้าเทียบเคียงก็บอก ภาวะฉุกเฉินนี้โอนไปให้นายกฯ แต่กฎอัยการศึกก็โอนไปให้ทหาร ซึ่งส่วนใหญ่คงจะต้องเกิดเหตุความรุนแรง ร้ายแรงพอสมควรถึงจะนำไปสู่จุดนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าตั้งหลักกันในประเด็นเริ่มต้นที่ว่า ทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน แล้วก็ในวันที่ 5 ซึ่งจะมีมวลชนมาชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่ง ดูแลไม่ให้เกิดการปะทะกัน ผมว่าก็ถูกต้องนะครับ  และผมก็ย้ำอีกครั้งนะครับ ถ้าขยายผลทั้งเรื่องมีนบุรี ทั้งเรื่องของคุณวสันต์ได้ ผมว่าจะป้องกันอะไรได้เยอะครับ”  มีเสียงนินทาเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันที่ 5 เม.ย. ว่าจะมีคนต่างด้าวเข้ามาร่วมด้วย คุณอภิสิทธิ์คิดว่าตำรวจ หรือทหาร ควรจะมีบทบาทในการคัดแยก ป้องปราม หรือไม่  “ผมว่ามาตรการในการตรวจสอบเรื่องอาวุธ เรื่องความถูกต้องทางกฎหมายอะไรทั้งหลายนี้ก็เป็นหน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็หวังว่าจะมีการดำเนินการกัน และอย่างที่ผมบอกนะครับว่า ส่วนตัวผมเองนั้นผมว่าในจุดที่มีการชุมนุมเปิดเผยนั้นผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ผมกลับห่วงการเคลื่อนไหวคู่ขนานมากกว่า”  คิดว่าตำรวจควรต้องวางตะปูเรือใบห้ามด้วยหรือไม่  “ผมว่าไม่ควรทำกับฝ่ายไหนทั้งนั้นครับ”  ห่วงว่าเดือนเมษายนการเมืองจะร้อนขึ้นมาถึงจุดเดือด  “คือก็ห่วงอยู่แล้วนะครับว่า เราก็ทราบว่าก็มีเงื่อนไขที่เป็นจุดที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ ก็อย่างที่บอกครับ สุดท้ายมันก็ต้องจบลงที่กระบวนการของกฎหมาย กระบวนการที่ถูกต้องตามกติกา”  ยังมีเวลาที่จะคุยกันใช่หรือไม่  “มีครับ เวลามันมีเสมอที่จะคุยกัน มันอยู่ที่ว่า คนจะคุยมั้ย เพราะฉะนั้นยังถามกลับไปที่นายกฯ นี่แหละครับว่าทำไมไม่คุย”  คุณอภิสิทธิ์ยังเห็นด้วยว่าจะต้องมีการปรึกษาหารือเพื่อหาทางออก  “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการคุยแบบเปิดเผยให้ประชาชนทั้งประเทศ ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทราบว่าจุดความขัดแย้งในขณะนี้มันอยู่ที่อะไร แล้วสังคมจะได้มีภาพรวมที่ตรงกันว่า เมื่อเหตุเป็นเช่นนี้ จะได้ช่วยกันคิดหาทางออกที่มันเหมาะสม ถูกต้อง แล้วก็นำไปสู่บ้านเมืองที่ดีกว่าอย่างไร”  ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเรื่องคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยว แต่เป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง จะแก้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หรือไม่  “ตอบยากนะครับ คือผมก็บอกว่าจริงๆ ความขัดแย้งไม่ว่าจะโดยสาเหตุอะไรนั้น แก้ยาก แก้ง่ายมันก็ประเมินยากเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าประเด็นวันนี้ก็คือต้องการที่จะให้เราหาคำตอบให้กับประเทศ ทีนี้ผลประโยชน์ส่วนตน ถ้าหากว่าบอกเป็นเรื่องนี้แล้วมาเจรจา เกี้ยเซี้ยะกันนี่ผมว่าเรื่องไม่จบอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นเรื่องของส่วนรวม ทีนี้ส่วนรวมก็มีทั้งในแง่ของผลประโยชน์ ทั้งในแง่ของอุดมการณ์ แต่มันต้องมาตกลงกันว่า กระบวนการที่จะหาข้อยุติอย่างนี้คืออะไร”  บทบรรณาธิการไทยรัฐ พูดถึงประเทศไทยในสายตาต่างชาติ ว่าแรกๆ ต่างชาติไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในเมืองไทย แล้วไปยึดโยงกับการเลือกตั้ง คิดว่า เวลาผ่านมาขนาดนี้ต่างชาติ เข้าใจสถานกาณณ์การเมืองไทยมากขึ้นหรือไม่  “ก็คงมากขึ้นเพราะได้ข้อมูลมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่เข้าใจในหลายๆ เรื่องเพราะมันก็ยากที่จะเข้าใจสำหรับคนภายนอก”  ในประเด็นที่มากขึ้นนี้ เข้าใจอะไรมากขึ้น  “เข้าใจมากขึ้นนี้ ผมเข้าใจว่าเขาเห็นปัญหาการใช้อำนาจในทางที่ผิด และการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนมากขึ้น แต่เขาที่ยังไม่เข้าใจก็คือว่า ทำไมไม่สามารถใช้คำตอบง่ายๆ อย่างเช่นเรื่องการเลือกตั้ง เรื่องอะไรเพื่อที่จะคลี่คลายปัญหานี้ได้”  สุดท้ายแล้วต่างชาติจะเป็นตัวเร่งรัดให้เกิดการเลือกตั้งในเมืองไทยหรือไม่  “ผมว่าทุกคน คนที่เขาหวังดีกับเรา เขาก็ไม่อยากเห็นความขัดแย้งยืดเยื้อ แต่ส่วนใหญ่เขาก็เคารพ ว่ามันเป็นเรื่องที่คนของเราต้องจัดการกันเองครับ”

ข่าวล่าสุด