เนชั่นทีวี

ข่าว

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลถอดถอน "สมศักดิ์" ปมแก้ที่มาส.ว.

01 เม.ย. 2557 |

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลถอดถอน "สมศักดิ์" ปมแก้ที่มาส.ว.

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.แถลงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.กรณีผลการไต่สวนข้อเท็จจริง มติเอกฉันท์ชี้มูลถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ปมแก้รัฐธรรมนูญที่มาส.ว.

นายวิชา กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้น และได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ประกอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 เมื่อ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายสมศักดิ์ ได้นำญัตติ ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับซึ่งมิใช่ฉบับเดิมของนายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะ เป็นผู้เสนอเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ส่งสำเนาให้สมาชิกรัฐสภาเพื่อประกอบการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 นายอุดมเดช ได้ประสานเจ้าหน้าที่สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม บันทึกหลักการและเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ไปเปลี่ยนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมและนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับคืนไป โดยการแก้ไขดังกล่าวไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาลงชื่อเสนอญัตติตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งนายสมศักดิ์  ทราบถึงการแก้ไขดังกล่าว นายวิชา กล่าวอีกว่า นายสมศักดิ์ ได้ตัดสิทธิผู้ขออภิปรายในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 และจงใจปิดการอภิปรายในมาตรา 10 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2556 ทั้งๆ ที่มีสมาชิกที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิอภิปรายจำนวนมาก นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ยังได้ขอมติที่ประชุมเพื่อวินิจฉัยตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติและผู้สงวนความเห็นเป็นจำนวน 57 คน เพราะเหตุขัดต่อหลักการทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการฟังการอภิปราย ตามคำร้องจริง แต่ไม่มีพฤติการณ์ร่วมกับนายนิคม ตัดสิทธิดังกล่าว ส่วนกรณีนายสมศักดิ์ได้จัดให้มีการลงมติให้กำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วัน โดยให้เริ่มนับระยะเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่รับหลักการ เห็นว่า การแปรญัตติ เป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอความคิดเห็น การแปรญัตติจึงต้องมีเวลาพอสมควรเพื่อให้สมาชิก ผู้ประสงค์จะขอแปรญัตติได้ทราบระยะเวลาที่แน่นอนในการยื่นขอแปรญัตติ อันเป็นสิทธิในการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ การนับระยะเวลาในการแปรญัตติ ย่อมไม่อาจนับเวลาย้อนหลังได้ แต่ต้องนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป การเริ่มนับระยะเวลาย้อนหลังไปจนทำให้ เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง 1 วัน เป็นการดำเนินการที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมและไม่เป็นกลาง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนายวิชา กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นสุดท้ายที่กล่าวหานายสมศักดิ์ ได้จัดให้มีการลงมติในวาระที่ 3 นั้น เห็นว่าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่กำหนดให้รัฐสภาหยุดการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะเหตุมีผู้ทักท้วงและเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาโดยไม่มีมาตรการให้ระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราว จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ส่อว่าจงใจกระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแต่อย่างใด ข้อกล่าวหาในส่วนนี้ไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหานี้ตกไป ทั้งนี้การกระทำและพฤติการณ์ของนายสมศักดิ์ จึงมีมูลความผิดฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 3 มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 270 และมาตรา 274 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 56 มาตรา 58 มาตรา 61 และมาตรา 62นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าข้อกล่าวหาที่ประธานวุฒิสภาส่งมาที่เกี่ยวข้องกับนายสมศักดิ์  เป็นเรื่องสำคัญและได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว จึงให้แยกทำรายงานเฉพาะข้อกล่าวหาดังกล่าว ส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาก่อน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 272 ประกอบมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 และให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่งรายงาน และเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และมาตรา 274 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 

ข่าวล่าสุด