เนชั่นทีวี

ข่าว

"องอาจ"จี้ "ยิ่งลักษณ์" แจง"ป.ป.ช."ด้วยตัวเอง

30 มี.ค. 2557 | wanchat

"องอาจ"จี้ "ยิ่งลักษณ์" แจง"ป.ป.ช."ด้วยตัวเอง

พรรคประชาธิปัตย์ 30 มี.ค.57 - " องอาจ" จี้ "ยิ่งลักษณ์" แจง "ป.ป.ช."ด้วยตัวเอง บี้ ทำตาม "สมัคร - สมชาย" เหน็บ พร้อมตายในสนาม"ปชต." ต้องยอมรับการตรวจสอบ ชี้ 8 สัญญาณอันตรายทำ “เมษาเดือด” วิกฤตรุนแรง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะต้องไปให้ถ้อยคำคดีทุจริตจำนำข้าวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วันที่ 31 มี.ค.นี้ว่า อยากให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปให้ถ้อยคำด้วยตัวเอง  เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง     นายองอาจ กล่าวว่าเพราะอ้างว่าดูแค่นโยบายและไม่มีการทุจริต ทั้งนี้แม้ว่าจะดูแลด้านนโยบายแต่ความรับผิดที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ ดังนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงควรไปชี้แจงด้วยตัวเอง เพราะข้อกล่าวหาต่อโครงการทุจริตจำนำข้าวคือ ส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ     นายองอาจ กล่าวว่า  การจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบไม่สามารถให้คนอื่นไปอธิบายแทนได้ จึงต้องไปอธิบายด้วยตัวเองว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ เนื่องจากเป็นดุลพินิจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในการเซ็นต์เอกสาร สั่งการ ชี้แจงแถลงถ้อยคำเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว เพราะคนอื่นไม่ทราบความคิดและจิตใจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ว่าดำเนินการนโยบายนี้ในฐานะประธาน กขช.ใช้ดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณาเรื่องนี้ นายองอาจ กล่าวว่า ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์มั่นใจว่าไม่ผิดก็สามารถไปตอบด้วยตัวเองอยู่แล้ว และควรปฏิบัติตนให้เป็นไปตามนายกรัฐมนตรีรุ่นพี่ได้ปฏิบัติ คือ นายสมัคร สุนทรเวช ,  นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งถูก ป.ป.ช.เรียกไปชี้แจงให้ถ้อยคำซึ่งบุคคลทั้งสองก็เดินทางไปด้วยตัวเองเพราะไม่มีใครสามารถตอบแทนทั้งสองคนได้ในคดีความที่ขึ้นไปสู่ ป.ป.ช. จึงคิดว่าทึ่น.ส.ยิ่งลักษณ์ชอบอ้างประชาธิปไตย บอกจะยอมตายในสนามประชาธิปไตยก็ต้องเข้าใจว่าหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือการเคารพกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม     นายองอาจ กล่าวว่า เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ก็ควรให้ความเคารพและยอมรับการตรวจสอบด้วยการไปให้ถ้อยคำกับ ป.ป.ช.ด้วยตนเองซึ่งจะถือเป็นความสง่างามของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่เคารพกระบวนการตรวจสอบ และเห็นว่าหากเรื่องนี้ไปถึงสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องไปชี้แจงด้วยตนเองโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงควรเริ่มต้นจากการชี้แจงที่ ป.ป.ช.ก่อน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไปการเมืองจะดุเดือดรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มวิกฤตรุนแรงขึ้นจึงขอเรียกว่าเดือนนี้เป็น “เมษาเดือด” เพราะคดีความที่เกี่ยวกับคนในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกำลังเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลอย่างต่อเนื่องในหลายคดีความ     นายองอาจ กล่าวว่า ที่สำคัญคือ การทุจริตจำนำข้าว และกรณีที่ 27 ส.ว.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จากการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลออกมาเคลื่อนไหวโดยมีการพูดถึงขนาดว่าหากมีการดำเนินการที่กระทบต่อสถานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ในหลากหลายรูปแบบอันอาจนำไปสู่ความรุนแรง       นายอาอาจ  กล่าว ว่าทั้งนี้มีสัญญาณส่อให้เห็นว่าเดือนเมษายนจะนำไปสู่วิกฤตหลายประการคือ 1.การเปลี่ยนให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำฮาร์ดคอร์มาเป็นประธาน นปช. 2.การประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 5 เมษายน 20 จุดรอบ กทม.โดยประมาณการว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมห้าแสนคน เป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการเคลื่อนมวลชนเข้ากทม.เพื่อเผชิญหน้ากับ กปปส.และกลุ่มอื่นที่ชุมนุมอยู่แล้ว ซึ่งจะนำไปสู่เมษาเดือดได้     นายองอาจ กล่าวว่า 3. การประกาศสะสมอาวุธเพื่อต่อสู้กับทหาร จัดการร้านค้าและรถที่ติดธงชาติ หากมีการดำเนินการที่กระทบต่อสถานะนายกรัฐมตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ 4.กรณีพล.อ.ชัยสิทธิ์ ไปเป็นประธานการเตรียมกองกำลังในหลายพื้นที่ 5.มีการยิงเอ็ม 79 ใส่ ป.ป.ช.หลายครั้ง     นายองอาจ กล่าวว่า 6.เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองสนธิกำลังตรวจค้นบริเวณรอบที่ชุมนุม ป.ป.ช.ของ กวป.พบการ์ดพกอาวุธสงครามจำนวนมากเป็นคลังแสงย่อม ๆ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ามีการเตรียมพร้อมใช้ความรุนแรง 7. เรื่องคาร์บอมใกล้ที่ชุมนุมแจ้งวัฒนะ ซึ่งอาจมีการใช้รูปแบบนี้ในจุดอื่นเพิ่มอีก 8.ในระหว่างการเดินรณรงค์ของกลุ่ม กปปส.เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาก็มีการยิงระเบิดเข้าใส่ เป็นสัญญาณว่ามีปฏิบัติการที่จะนำไปสู่ความรุนแรง จึงไม่น่าไว้วางใจว่าการดำเนินการทางการเมืองของกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลจะเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะหากชุมนุมปกติก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญแต่การประกาศและเคลื่อนไวในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดเหตุรุนแรงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม  "ดังนั้นทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับน.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลว่าจะปล่อยให้เดือนเมษายนเป็น “เมษาเดือด” หรือไม่ เพราะตนได้ชี้ถึง 8  สัญญาณที่อาจนำไปสูวิกฤตการเมืองในเดือนเมษายนแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงควรป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้เกิดความรุนแรงจนบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตเพิ่มมากขึ้น" นายองอาจ กล่าว

ข่าวล่าสุด