หลังจากครบหนึ่งสัปดาห์กรณีเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะจำนวน 150 ไร่ในซอยแพรกษา8 จ.สมุทร ปราการ วันที่ 24 มีนาคม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเสวนาเรื่อง"ขยะแพรก ษา-บางปู ภาพสะท้อนความวิบัติระดับชาติขึ้น โดยน.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ 5 จังหวัดในเขตภาคตะวันออกคือปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง กรุงเทพ มหานคร และสมุทรปราการ มีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสถานที่รับกำจัดขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีรองรับเพียง 20 แห่งจากโรงงานกว่า 16,000 โรงทั่วประเทศ ทำให้50% ของขยะอุตสาหกรรมถูกนำไปลักลอบทิ้งตามบ่อลูกรังเก่า ที่รกร้างเชิงเขา และในบ่อขยะเปิด ที่มักจะถูกนำขยะอุตสาหกรรมมาปะปนทิ้งกับขยะชุมชน โดยจากข้อมูของกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีขยะจากโรงงานรวม 44.5 ล้านตัน เป็นขยะอันตราย 2.75 ล้านตัน แต่ในจำนวนนี้สามารถเข้าสู่ระบบการกำจักอย่างถูกวิธีแค่ 0.9% หรือราว 9 แสนตัน " โดยกรณีของบ่อขยะแพรกษา ครั้งนี้สะท้อนช่องโหว่ทางด้านการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขาดการบังคับใช้ โดยควันที่เกิดไฟไหม้บ่อขยะมีสารมลพิษหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ในระยะยาว ทั้งนี้อยากเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังโรคกับประชาชนอย่างน้อย1- 5 ปี อย่างไรก็ตาม ปัญหาบ่อขยะและธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับขยะ เราเคยมีการศึกษาเบื้องต้นเมื่อหลายปีก่อน พบความ เชื่อมโยงทั้งผู้มีอิทธิพล ระดับท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และการเมืองระดับชาติที่ครอบครองหรือเป็นมาเฟียบ่อขยะในแต่ละพื้นที่แทบทุกแห่ง ทำให้การสั่งปิดบ่อขยะที่เคยถูกชาวบ้านร้องเรียนการลักลอบทิ้งขยะพิษ แต่ก็ยังกลับมาเปิดและทิ้งขยะได้เหมือนเดิม" น.ส.เพ็ญโฉม ระบุ ด้านนายสมนึก จงมีวศิน ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคตะวันออก กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่าใน 6จังหวัดบริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำบางปะกง และอ่าว ไทยครอบคลุม จ.ระยอง ชลบุรี ปราจีน สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกทม.มีแหล่งลักลอบทิ้งขยะกากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 40 จุด โดยมากสุด ฉะเชิงเทรา 13 แห่ง ชลบุรี 8 แห่ง สมุทรปราการ 2 แห่งรวมทั้งบ่อขยะแพรกษาที่เพิ่งเกิดไฟไหม้ ส่วนที่จ.ระยอง 3 จุด ปราจีนบุรี 1 แห่ง ส่วนกทม.1 แห่งแถวพื้นที่ลาดกระบัง " มีตัวอย่างผลกระทบจากปัญหาไฟไหม้บ่อขยะที่บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งมีขนาด 50 ไร่พบลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ และยางรถยนต์ปะปนในบ่อขยะชุมชน เมื่อเกิดไฟไหม้พบสารฟีนอล อะโรมาติกส์ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมสูง และน้ำที่เกิดจากการดับไฟต้องได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะมีค่าใช้จ่ายเป็นร้อยล้านบาท ขณะที่ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา จำเป็นต้องคิดตามน้ำจากการดับไฟ น้ำใต้ดิน และกากเถ้าขยะที่ต้องนำมาตรวจสอบว่ามีการปนเปื้อนของกากของเสียอันตรายหรือไม่ เพื่อจะได้นำไปบำบัดอย่างถูกขั้นตอน"นายสมนึก ระบุ นอกจากนี้ นายสมนึก กล่าวอีกว่า กรณีไฟไหม้บ่อขยะครั้งนี้ยังชี่ให้เห็นจุดอ่อนของแผนรับมือภัยพิบัติของสมุทรปราการ ทั้งถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษมาตั้งแต่ปี 2537 หรือราว 20 ปีมาแล้ว พบว่าทางจังหวัดในฐานะหน่วยงานหลักที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลักในการสั่งการ และควบคุมเผชิญเหตุภายใต้พื้นที่เขตควบคุมมลพิษ แต่ยังคงวุ่นวายมากมีการใช้กำลังทหาร และนักดับเพลิงเข้ามารับมือแบบเฉพาะหน้า แสดงว่าตลอดเวลาจังหวัดไม่มีการทำแผนลดและขจัดมลพิษ หรือเตรียมความพร้อมในการเผชิญกับสถานการณ์นี้เลย อย่างไรก็ตาม อยากให้ใช้บทเรียนนี้มาทบททวนถึงจุดอ่อนที่จังหวัดหรือพื้นที่เขตควบคุมมลพิษแห่งอื่นๆต้องนำไปเป็นตัวอย่าง และที่สำคัญต้องเปิดเผยผลการตรวจสอบผลทั้งหมดที่ตรวจเจอจากบ่อขยะแห่งนี้ต่อสาธารณะชนให้รับรู้ อย่าปกปิดข้อเท็จจริง โดยเฉพาะสารมลพิษต่างๆ ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงมาตรการจัดการจัดการขยะบ่อแพรกษา ว่า ในการติดตามผลกระทบจากบ่อขยะทางกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ต้องเข้ามาวิเคราะห์ และตรวจสอบสารพิษตกค้าง โดยเฉพาะไดออกซินฟิวแรน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่อันตรายมาก รวมทั้ง การตรวจสอบการปนเปื้อนในดิน น้ำ และสิ่งมีชีวิต บ่อน้ำบาดาลที่ใช้อุปโภคบริโภค เนื่องจากบ่อขยะแห่งนี้ถือเป็นบ่อขยะเถื่อน ที่แอบลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ซึ่งค่อนข้างเห็นใจทางคพ. เพราะเป็นงานที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงต่อการควบคุมโรงงาน และกากอุตสาหกรรมโดยตรง แต่กลับไม่แสดงบทบาทใดๆ ดังนั้นจึงขอให้กรมโรงงานดำเนินคดีตามกฎหมายกับเจ้าของที่ดิน และคนที่เช่า เพราะถือว่าบ่อแห่งนี้เป็นบ่อเถื่อน รวมทั้งเสนอให้ออกกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ และจะต้องตามไปตรวจสอบบ่อขยะ ทั้ง 3 แห่งในสมุทรปราการอย่างละเอียดว่ามีกากอันตรายอะไรซ่อนอยู่บ้าง โดยไม่ต้องรอผลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่กำลังลงตรวจสอบเรื่องนี้ "รวมทั้งเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากมลพิษที่เกิดขึ้นตามหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายทันที ส่วนระดับท้องถิ่นคือ ผวจ.สมุทร ปราการ ในฐานะที่เป็นผู้บริหารแผนการประกาศเขตควบคุมมลพิษสมุทรปราการ ตามประกาศของกรมควบคุมมลพิษ มาตั้งแต่ปี 2537 จะต้องจัดทำแผนลดและขจัดมลพิษ และบัญชีแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ ส่วนการฟื้นฟูบ่อขยะแห่งนี้ ซึ่งอาจต้องรอผลพิสูจน์จากขยะและสิ่งที่อยู่ในกองขยะทั้งหมดก่อน และพิสูจน์ว่าเป็นเถ้าขยะ และน้ำขยะปนเปื้อนจริงเข้าข่ายเป็นขยะอันตราย ตาม พรบ.กากขยะและของเสียอันตราย ที่ต้องขนหรือนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี แต่อาจค่อนข้างยาก และใช้เงินมาก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ต้องปิดบ่อขยะเถื่อนแห่งนี้ ทันที" นักวิชาการ ระบุ นางดาวัลย์ จันทรหัสดี จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในบ่อขยะแพรกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยต้องมีแผนกำหนดจุดลงเก็บครอบคลุมพื้นที่บ่อขยะทั้ง 150 ไร่ครอบคลุมทุกอย่างที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งน้ำใต้ดิน น้ำชะขยะ ตัวกากและเนื้อขยะ สารมลพิษต่างๆที่ไม่ใช่แค่สารวีโอซี แต่ยังมีสารชนิดอื่นๆที่สามารถเก็บหลักฐานจากบ่อขยะแห่งนี้ที่ลักลอบนำขยะอุตสาหกรรมมาทิ้งเป็นเวลานาน โดยเสนอว่าต้องทำแบบให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมด้วยเพื่อไม่ให้เกิดการปกปิดหลักฐานจากบ่อขยะแห่งนี้ รวมทั้งต้องการให้ทบทวนการอนุญาตประกอบกิจการที่ให้อำนาจกับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ซึ่งอาจจะเกิดช่องโหว่ในการเปิดให้กิจการลักลอบนำขยะพิษมาทิ้งได้ง่าย และมาตรการควบคุมที่ยังไม่เข้มข้นพอ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีครั้งนี้ทางกลุ่มเครือข่ายภาคตะวันออก ที่ได้นำแผนที่สถานการณ์ลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม นำมาเสนอในเวที ระบุว่าพื้นที่ขยะอันตรายที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก และกทม.รวม 6 จังหวัดมากกว่า 40 แห่ง ซึ่งมีทั้งประเภทขยะอันตรายที่มีสารก่อมะเร็ง สารปนเปื้อนทำลายระบบนิเวศน์ สารกัดกร่อน สารมีพิษต่อการตั้งครรภ์ และวัตถุระเบิด-ติดไฟ ดังนี้ จ.ระยอง-อำเภอปลวกแดง 2 แห่งอำเภอบ้านค่าย1 แห่ง จ.ชลบุรี ได้แก่ อำเภอเมือง 4 แห่ง อำเภอบ่อวิน 1 แห่ง อำเภอหนองใหญ่ 1 แห่ง อำเภอพานทอง 3แห่ง อำเภอพนัสนิคม 4 แห่ง อำเภอเกาะจันทร์ 1 แห่งขณะที่จ.สมุทรปราการ อยู่ใน อำเภอเมือง 2 แห่ง อำเภอบางปะกง 2 แห่ง อำเภอบางบ่อ 2 แห่ง ส่วนจ.ฉะเชิงเทรา คือ อำเภอบ้านโพธิ์ 2 แห่ง อำเภอพนมสารคาม 13 แห่ง สำหรับจ.ปราจีนบุรี อำเภอเมือง 1 แห่ง และกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง 1 แห่ง ทั้งนี้ทางเครือข่ายฯ กำลังทำการสำรวจจุดเสี่ยงต่อการลักลอบอีก 15 จังหวัด อาทิ กาญจนบุรี ราชบุรี สระบุรี สมุทรสาคร เป็นต้น