เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย ,มูลนิธิตาสว่าง,มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ร่วมจัดเวทีเสวนา เรื่อง โฉมหน้าประเทศไทยเมื่อไร้รัฐสภา โดยมีนายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายอำนวย คลังผา ผู้สมัคร สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานวิปรัฐบาล เข้าร่วม โดยนายจรัส กล่าวว่าภาวะที่สังคมไม่เดือดร้อนเมื่อประเทศไทยไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากที่ผ่านมา สภาฯ ไทยมีความบกพร่อง และบางครั้งถูกปฏิเสธการทำหน้าที่ ทั้งนี้ตนมองว่าภาวะที่ประเทศไทยไม่มีสภาฯ มีผลเสียต่อการปกครองในแง่ของความโปร่งใส การทำงานที่มีคุณภาพ เนื่องจากเมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลต้องอยู่ในฐานะรักษาการเท่านั้น และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นประเทศไทยตอนนี้อยู่ในทางแยก เป็นภาวะที่ต้องมีสภาชั่วคราว เพื่อทำby pass ประเทศ เพราะผลของการเลือกตั้งที่ผ่านมาเชื่อว่าจะส่งผลกระทบให้การเปิดสภาฯ เพื่อรับรองบุคคลให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีทำได้ยาก นายจรัส กล่าวด้วยว่าการประท้วงเรื่องเลือกตั้งที่ผ่านมา เห็นชัดว่าเกิดจากปัญหาความน่าเชื่อถือในพรรคการเมือง ในตัวนักการเมือง ดังนั้นหากจะปฏิรูปพรรคการเมือง ตนมองว่าต้องใช้กฎหมายบังคับ และขณะนี้อยากให้สังคมร่วมคิด ว่าอยากปฏิรูปสภาฯ อย่างไรเพื่อให้สภาฯเป็นสภาของประชาชน ไม่ใช่สภาของนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ส่วนสภาประชาชนที่ตนหมายถึงไม่ใช่สภาในรูปแบบของ กปปส. เพราะสภาของประชาชนต้องมาจากการเลือกตั้ง ด้านนายอลงกรณ์ เชื่อว่าวิกฤตการเมืองของประเทศตอนนี้มีทางออกและทางแก้ไขอย่างสันติได้ คือ 1. ต้องมีการเจรจาระหว่างแกนนำกปปส. และรัฐบาลรักษาการ อย่างเปิดเผยเพื่อลดความหวาดระแวง, 2.ตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้งและตั้งกรรมการร่วมเพื่อปฏิรูปประเทศไทย โดยทั้ง 2 ฝ่ายและภาควิชาการเสนอบุคคลเพื่อให้เข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อกำหนดรูปแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับ , 3.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต้องปฏิรูปพรรคเพื่อให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง และเพื่อให้การปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นเครื่องมือของการปฏิรูปประเทศไทยในอนาคต และ 4.ทหาร และองค์กรอิสระ ต้องวางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง "เรื่องการตั้งกรรมการปฏิรูปการเลือกตั้ง และกรรมการปฏิรูปประเทศ อาจจะทำได้ก่อนที่การเจรจาเพื่อยุติขัดแย้งจะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีประเด็นที่ต้องการปฏิรูปเหมือนกัน อาทิ การแก้ปัญหาคอรัปชั่น ทั้งนี้หากไม่เร่งทำทั้งการเจรจา หรือ การปฏิรูป ผมเป็นห่วงว่าประเด็นการแบ่งแยกประเทศอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ เหมือนหลายประเทศที่เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างมีมวลชนของตนเอง หากฝ่ายหนึ่งทำการปฏิรูปเพียงฝ่ายเดียว อาจจะมีคำถามว่ามวลชนฝ่ายตรงข้ามจะเอาไปไว้ที่ไหน" นายอลงกรณ์ กล่าว นายอลงกรณ์ กล่าวโดยเชื่อว่าความขัดแย้งในประเทศไทยจะยุติได้ หากทุกฝ่ายเคารพรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย อาทิ เมื่อตนไม่ลงเลือกตั้งเพราะเป็นมติพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ.57 แล้วเสร็จต้องยอมรับว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในสภาชุดที่จะเกิดขึ้น แต่หากไม่ยอมรับและไปจัดการชุมนุมต่อต้าน ประเทศไทยอาจจะเป็นเหมือนประเทศบังคลาเทศ ที่ล่าสุดกลายเป็นประเทศที่จนที่สุดไปแล้ว ทางด้านนายอำนวย กล่าวว่าบรรยากาศการเมืองที่เกิดขึ้นตอนนี้มีความตึงเครียด เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่และที่รัฐธรรมนูญกำหนด อาทิ การประกาศผลการเลือกตั้ง, การจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ และได้ ส.ส. ครบตามจำนวนที่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ และกลายเป็นประเด็นปัญหาตามมา คือ การคงอยู่ของรัฐบาลรักษาการ หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จใน 30 วัน ส่วนตัวตนมองว่าสภาฯ ต้องมาจากการเลือกค้ง ขณะที่ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะแก้ได้ด้วยการเจรจา 3 ฝ่าย คือ เจรจากับรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม กปปส. ทั้งนี้ตนเชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความพร้อมที่จะเจรจาแต่ไม่ใช่ใช้ลักษณะการดีเบตออกทีวี "ก่อนการเจรจากันได้ ทุกพรรคการเมืองต้องหยุดที่โจมตี หรือกล่าวหากัน โดยเฉพาะเรื่องตัวนโยบาย ผมคิดว่าในอนาคตนโยบายที่จะให้รัฐบาลปฏิบัติ ควรให้กลุ่มนักวิชาการทุกสาขา อาชีพเป็นผู้กำหนด เสนอเป็นโมเดลของชาติ แล้วเมื่อมีการปฏิบัติแล้ว ฝ่ายวิชาการและสื่อมวลชนร่วมประมวลและติดตามผล หากพบว่านโยบายใดไม่ดี ให้ปรับปรุงไม่ใช่ทุบทิ้ง" นายอำนวย กล่าว