เครือข่ายเด็ก 43 องค์กร จี้นายกรับผิดชอบหาคนผิด
26 ก.พ. 2557 | wanchat

สมาคมนักข่าว 26 ก.พ.57-/เครือข่ายทำงานเด็ก 43 องค์กรออกแถลงการณ์ประณามเหตุรุนแรงเด็กตาย 4 คน จี้ผบ.ตร.ล่าคนกระทำผิด-บงการ
ข่าว
26 ก.พ. 2557 | wanchat

สมาคมนักข่าว 26 ก.พ.57-/เครือข่ายทำงานเด็ก 43 องค์กรออกแถลงการณ์ประณามเหตุรุนแรงเด็กตาย 4 คน จี้ผบ.ตร.ล่าคนกระทำผิด-บงการ
แนะนายกใช้จิตวิญญาณความเป็นแม่แสดงความรับผิดชอบ ชี้นายกฯรู้ทำอย่างไรชาติเข้าสู่ความสงบ วอนรมว.พม.แจงมาตรการคุ้มครองเด็ก เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2557 เวลา 13.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายทำงานด้านเด็ก 43 องค์กรเช่น มูลนิธิรักษ์เด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก สหทัยมูลนิธิได้จัดงานอภิปรายและอ่านแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อเด็กในทุกรูปแบบในพื้นที่การชุมนุมโดยนางสุธาทิพย์ ธัชยพงษ์ ประธานคณะทำงานด้านเด็กและคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติในฐานตัวแทนเครือข่าย 43 องค์กรได้เป็นผู้แทนอ่านแถลงการณ์มีใจความว่า จากเหตุการณ์ขว้างระเบิดและกราดยิงผู้ชุมนุมในเวทีกปปส.ตลาดยิ่งเจริญ อ.เขาสมิง จ.ตราดในคืนวันที่ 22 ก.พ.2557 และเหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 ในพื้นที่ราชประสงค์ในช่วงเย็นวันที่ 23 ก.พ./2557 จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 คนและในจำนวนนี้มีเด็กเสียชีวิต 4 คน เครือข่ายฯขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเด็ก เยาวชน ผู้สูญเสียและมั่นใจว่าเด็ก เยาวชนที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลทางการแพทย์ด้วยมาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดและเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก จึงขอเรียกร้องทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1.ขอประณามผู้กระทำความรุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ร่างกาย จิตใจและทรัพย์สินต่อประชาชนในทุกรูปแบบโดยเฉพาะไม่อาจยอมรับการกระทำที่ทำให้เด็ก เยาวชนเสียชีวิตหรือได้รับอันตรายทั้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ชุมนุมหรือบุคคลอื่ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม 2.ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อรับโทษทางกฎหมาย อีกทั้งขอให้เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้จัดการชุมนุมและผู้เกี่ยวข้องเร่งเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัวทั้งกรณีที่เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บและได้รับผลกกระทบด้านจิตใจ หรือความสูญเสียอื่นใดที่จะส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาว 3. เนื่องจากเด็กเป็นบุคคลที่เปราะบางและตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดในสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กอีก เครือข่ายฯขอวิงวอนให้ผู้ปกครองไม่นำเด็กเข้าร่วมชุมนุมหรือพาเข้ามาในพื้นที่เสี่ยงที่ยากจะประเมินความปลอดภัยได้ และ4.กรณีพบว่ามีเด็กในสถานที่ชุมนุม ขอให้ผู้จดการชุมนุมและผู้ปกครองคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรกโดยแนะนำให้ผู้ปกครองนำเด็กออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยทันที ทั้งนี้ เครือข่ายฯขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองในการปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยความรุนแรงทางการเมือง นางทิชา ณ นคร ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวในการอภิปรายว่า รัฐต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับพลเมืองที่เห็นต่างทั้งทางตรงและทางอ้อมและต้องคุ้มครองบุคคลเหล่านั้นด้วย จะถือเป็นชัยชนะที่ถาวรของรัฐและเด็กจะต้องได้รับการคุ้มครองเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกมาพูดถึงมาตรการในการดูแลเด็กด้วยความเป็นกลางและยึดประโยชน์สูงสุดกับเด็กในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ หากเหตุการณ์ยังเป็นไปในลักษณะนี้อีกครึ่งเดือนหรือ1 เดือน ประเทศจะอยู่ในสภาวะไม่ต่างจากการขาดผู้นำเพราะปัจจุบันยังมีการนำอาวุธสงครามเข้ามาก่อเหตุรุนแรงกลางเมือง ทำให้เห็นว่ากลไกปกป้องคุ้มครองของรัฐขาดประสิทธิภาพและล้มเหลว รวมทั้งไม่อยากให้สังคมซ้ำเติมพ่อแม่ที่เป็นผู้สูญเสียด้วยการตอกย้ำว่าพ่อแม่เป็นผู้นำเด็กเข้าไปในที่ชุมนุมเพราะการที่พ่อแม่นำลูกเข้าไปคิดว่าปลอดภัย ไม่ได้คิดว่าเป็นพื้นที่สงคราม นางทิชา กล่าว นางสุธาทิพย์ ธัชยพงษ์ ประธานคณะทำงานด้านเด็ก กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นสิ่งเลวร้าย จึงขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ผู้บงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ และขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้จิตวิญญาณความเป็นแม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเด็กที่บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งเด็กกำพร้าจากการสูญเสียพ่อแม่เนื่องจากเหตุรุนแรงทางการเมืองซึ่งได้รับผลกระทบด้านจิตใจ และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีนั้นรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ประเทศเข้าสู่ความสงบ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เด็กในกลุ่มที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ชุมนุมหรือเด็กกลุ่มที่รับรู้ข่าวสารจากผู้ปกครองนั้นการรับรู้ต่างจากผู้ใหญ่โดยเด็กจะซึมซับความรุนแรงมากกว่าเนื้อหาที่ได้รับโดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชุมนุมที่รับรู้ถึงการพูดจา ใช้อาวุธ ระเบิด จะซึมซับความรุนแรงได้มากกว่า จะนำไปสู่การเลียนแบบความรุนแรงและขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้นซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานครอบครัวว่ามีความอบอุ่นมากน้อยแค่ไหน หากเด็กที่ขาดการดูแลเอาใจใส่จะมีความรุนแรงขึ้นมากกว่า การที่ผู้ปกครองพาเด็กไปที่ชุมนุมนั้นก็บอกว่า เพื่อเรียนรู้ประชาธิปไตย สร้างสำนึกพลเมืองที่ดี แต่ความจริงแล้ว เด็กจะซึมซับความรุนแรงมากกว่าเนื้อหา ทางที่ดีผู้ปกครองอย่าพาเด็กไปร่วมชุมนุมจะดีกว่า ถ้าจะให้เด็กเรียนรู้ประชาธิปไตยควรให้ทำกิจกรรมจะได้ผลดีกว่า และหากพ่อแม่ดูข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือก็ควรดูในระยะเวลาที่เหมาะสม รับสื่อให้หลากหลายและเป็นกลาง รวมทั้งอธิบายให้ลูกเข้าใจงว่ากำลังดูข่าวเพื่อหาทางอกให้แก่บ้านเมือง จะช่วยบรรเทาบรรยากาศความรุนแรงลงได้ นพ.ยงยุทธ กล่าว