รพ.เด็กเสนอ 3 ข้อวิงวอน คุ้มครองสิทธิเด็ก
26 ก.พ. 2557 | wanchat

26ก.พ.2557 - สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก)เสนอ 3 ข้อวิงวอน คุ้มครองสิทธิเด็ก
ข่าว
26 ก.พ. 2557 | wanchat

26ก.พ.2557 - สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก)เสนอ 3 ข้อวิงวอน คุ้มครองสิทธิเด็ก
ท่ามกลางปมความขัดแย้งของบ้านเมือง ที่ทวีความรุนแรงมากจนเขาสู่ภาวะวิกฤติ และได้เกิดผลเป็นรูปธรรม ต่อการสูญเสียชีวิตของเด็ก ที่ไร้เดียงสา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก) กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกครอบครัว ในความเป็นพ่อและแม่ นี่คือการสูญเสีย ทุกอย่างของความเป็นครอบครัว หรือถ้าไม่เสียชีวิต ภาพของเด็กที่ต้องร้องไห้ เจ็บปวด จากการรักษา ไม่ว่าจะผ่าตัด การทำแผล การฉีดยา หรือภาพของเด็กที่ร้องไห้ ไม่เข้าใจ ว่าทำไมตัวเองต้องพิการ เดินไม่ได้ เหมือนเดิม เป็นภาพที่ไม่เพียงแต่พ่อแม่ทุกข์ทรมานไปด้วย แพย์พยาบาลที่ดูแลเด็ก ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก) กล่าวถึงข้อวิงวอนข้อแรกว่า ขอทุกฝ่าย ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดการกระทำ ท่านคือผู้ที่มี ส่วนร่วมในการทำร้ายและทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ขอได้หยุดการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม คือการนำเด็กไปเข้าร่วมชุมนุม เพราะจะเป็นการนำเด็กเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่มีบรรยากาศของการใช้เสียง ใช้วาจา สีหน้า ที่สื่อถึงความเกลียดชัง เด็ก ต่ำกว่า 7 ปี ยังไม่สามารถเข้าใจเหตุผลได้ดี แม้แต่เด็กอายุ 12-13 ปี ซึ่งเราเข้าใจว่าน่าจะโตพอที่จะเข้าใจเหตุผล แต่ ในความเป็นจริง เขายังขาดประสบการณ์ ในการวิเคราะห์คัดกรอง ดังนั้นเด็กมีสิทธิ์ รับสาร ของการจงเกลียด จงชัง การต้องทำลายร้าง ฯลฯ และ สาร นั้นย่อมมีผลต่อวิธีคิด บุคลิกภาพ ของเขาต่อไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถาบันฯจึง ข้อวิงวอนข้อที่สอง ไม่พาเด็กเข้าร่วมหรือไปอยู่ในสถานที่ใกล้การชุมนุมทางการเมืองเด็ดขาด ในด้านสิทธิเด็ก เด็กๆ คงไม่เข้าใจว่า สิทธิแปลว่าอะไร และสำคัญกับเขาอย่างไร พ่อแม่ เลียงดู ให้อะไร เด็กก็จะรับตามนั้น เด็กยังคิดไม่เป็นว่า แบบนี้ไม่เอา แบบนี้ไม่ดี พ่อแม่ อย่าทำนะ เด็กเล็กก็ยังพูดไม่ได้ เด็กโตก็ยังพูดไม่ค่อยเป็น พ่อแม่ต้องเป็นคนปกป้องดูแลให้เด็กได้รับสิทธิเด็ก ประเทศไทยของเรายอมรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กที่สหประชาชาติต้องการให้ ทั่วโลก ได้รู้และปกป้อง เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของการเป็นเด้กทุกคน ไม่ว่าจะมี หรือจน ได้แก่ สิทธิในการมีชีวิตรอด สิทธิในการได้รับการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากอันตรายทุกรูปแบบ สิทธิในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะความเห็นของตนเอง เด็กต้องถูกปกป้องจากความขัดแย้งใดๆก็ ตาม ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง ทางสังคม ทางศาสนา เด็กต้องถูกกันออกจากความขัดแย้งทุกรูปแบบ ไม่นำเด็กไปใช้ในประเด็นทางการเมือง หรือเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียดและขัดแย้งอย่างไร ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะกระทำใดๆที่จะละเมิดสิทธิเด็ก ข้อวิงวอนข้อ 3 ขอ ให้ทุกคนในสังคม พ่อแม่ผู้ปกครอง ร่วมด้วยช่วยกัน ปกป้องสิทธิเด็ก คุ้มครองเด็กให้พ้นจากอันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอันตรายทางร่างกาย หรือ อันตรายทางจิตใจที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งต่างๆ ที่ปฏิบัติได้โดยง่ายคือ ไม่พาเด็กไปร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม พญ.ศิราภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย พลิกวิกฤต เป็นโอกาส อย่าลืมว่า เด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรม มากกว่าคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้น ทุกๆ การกระทำ ทุกๆ คำพูดของพ่อแม่ต่อหน้าลูก เด็กๆ จะซึบซับและจดจำ แม้บางครั้งอาจไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่คุณกำลังพูด แต่เด็กๆ ก็จับอารมณ์และน้ำเสียงได้ โดยเฉพาะในการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่มีความเป็นไปได้ว่าอารมณ์ของคุณจะคุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่พูด การควบคุมอารมณ์และระวังคำพูดต่อหน้าเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเด็กวัยต่ำกว่า 12 ปี ที่พัฒนาการด้านอารมณ์และความคิดยังพัฒนาไม่เต็มที่ หากได้ยินได้ฟังการวิพากษ์วิจารณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ หรือเห็นภาพการชุมนุม การปราศัยที่ดุดันผ่านสื่อ เด็กจะไม่สามารถแยกแยะหรือจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดนี้จนอาจส่งผลให้เด็ก ๆ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป งอแงมากขึ้น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ขาดสมาธิในการเรียนหรือทำกิจกรรม จนไปถึงการเลียนแบบความรุนแรงทางวาจาหรือทางอารมณ์ของผู้ใหญ่ สำหรับเด็กโต พ่อแม่ควรใช้โอกาสนี้เป็นตัวอย่างที่ดี โดยการศึกษาหาข้อมูลให้กระจ่าง เพื่อทำการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่เหนือสิ่งอื่นได้ ก็ต้องกระทำอย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วย สุดท้ายนี้ ไม่ว่าสังคมของเราจะเดินไปในทิศทางไหน แต่บทบาทหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ คือการเลี้ยงดูและปลูกฝัง ให้ลูกน้อยมีความรับผิดชอบต่อความคิด คำพูด และการกระทำของตนเอง จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งต้องค่อยๆ ทำให้เหมาะสมตามวัย และแม้ว่าบางสิ่งอาจยากเกินจะแก้ไข แต่ด้วยความเป็นพ่อแม่ สามารถ สร้าง สิ่งดีๆ ให้เข้ามาแทนที่สิ่งที่ไม่ดีไม่งามในสังคมได้ เริ่มง่ายๆ จากลูกน้อยในบ้านของเราเอง