ชาวนาฟ้องศาลปกครอง นายกฯ-กขช.
24 ก.พ. 2557 | wanchat

ศาลปกครอง 24 ก.พ. 2557 - ชาวนาฟ้องศาลปกครอง นายก ฯ- กขช. ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ชอบ สุดท้ายยังไม่ได้เงินจำนำข้าว พร้อมร้องคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับโครงการก่อน
ข่าว
24 ก.พ. 2557 | wanchat

ศาลปกครอง 24 ก.พ. 2557 - ชาวนาฟ้องศาลปกครอง นายก ฯ- กขช. ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ชอบ สุดท้ายยังไม่ได้เงินจำนำข้าว พร้อมร้องคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับโครงการก่อน
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้รับมอบอำนาจจาก สมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กับพวกซึ่งเป็นเกษตรกร รวม 62 คน ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี , คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) , นายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ และนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยมิชอบ กรณีดำเนินโครงการรับจำนำข้าวที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยผู้ฟ้อง ระบุว่า ผู้ถูกฟ้องกับพวก ร่วมกันกระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติขึ้นมา เพื่อดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดจากเกษตรกรชาวนา ซึ่งต่อมาคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีมติเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2554 ,13 ก.พ. 2555 ,11 พ.ค. 2555 อนุมัติกรอบชนิดราคาปริมาณ ระยะเวลา วิธีการ หลักเกณฑ์ และงบประมาณดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก และการอนุมัติให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ดำเนินการตามโครงการรับซื้อข้าวเปลือก โดยผู้ถูกฟ้องที่ 2 ยังได้กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปีการผลิต 2555/2556 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการเกี่ยวกับวงเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนรับจำนำข้าวเปลือก และต่อมาในเดือน ก.ย. - ต.ค. 2555 ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ยังได้ขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 เพิ่มเติมอีกกว่า 16.613 ล้านตัน จากเดิมที่อนุมัติไว้แล้ว 13.31 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินที่จะมารับจำนำเพิ่มเติมจำนวน 20,850 ล้านบาท โดยวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าว ได้ใช้วงเงินรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 ในส่วนที่เป็นเงินทุนของ ธ.ก.ส. จำนวน 90,000 ล้านบาท การที่ผู้ถูกฟ้องรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ทำให้กลไกการซื้อขายข้าวเริ่มแสดงออกถึงความผิดปกติออกมาอย่างชัดเจน โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ต้องเร่งหาเงินงบประมาณเพื่อนำมารับซื้อข้าวทุกเมล็ดจากเกษตรกรทั่วทุกภูมิภาค ขณะเดียวกันการรับจำหน่ายข้าวที่รับจำนำจากเกษตรกรก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผล ทำให้มีปริมาณข้าวตกค้างในโกดังโรงสีข้าวของเอกชนจำนวนมาก และการใช้อำนาจดำเนินโครงการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม สร้างความเสียหายกับผู้ฟ้อง คือยังไม่สามารถได้รับเงินค่าจำนำข้าวตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 ที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะขาดทุนของโครงการที่เกิดสะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เรียก น.ส. ยิ่งลักษณ์ รักษาการนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1 รับทราบข้อกล่าวหากรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ป.ป.ช. พิจารณาแล้วว่า มีเหตุควรสงสัยว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำและการระบายข้าวโดยเพิกเฉย ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราชการ ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา 1.ห้ามการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด มิให้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 (1) มาตรา 83 และมาตรา 84 2.ให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) โดยให้ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ขัดต่อกฎหมาย และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการที่ส่อไปในทางทุจริตภายใน 30 วัน และ 3.ให้จัดทำบัญชีจำนวนเกษตรกรชาวนาและมูลค่าข้าวที่รัฐบาลหรือผู้ถูกฟ้องคดียังมิได้ชำระ ส่งศาลพร้อมกับร่วมกันใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินเป็นค่าจำนำข้าวให้กับเกษตรกรชาวนาที่นำข้าวมาจำนำ ทั้งหมดทั่วประเทศ ให้เสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา นอกจากนี้ผู้ฟ้องยังขอให้ศาลกำหนดมาตรการใดๆเพื่อคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยระงับยับยั้งแผนการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกไว้เป็นการชั่วคราวก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา เพื่อป้องกันความเดือนร้อนและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร ผู้บริโภค และประเทศชนโดยรวมเป็นการชั่วคราวก่อน โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา เพื่อจะมีคำสั่งต่อไปว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่