ลุ่มเจ้าพระยาวิกฤติ เหลือน้ำจากเขื่อนใหญ่แค่ 35%
05 ก.พ. 2557 | wanchat

กรมชล"ประเมินปี 57 ลุ่มเจ้าพระยาวิกฤติ เหลือน้ำจากเขื่อนใหญ่ป้อนอีกแค่ 35% เหตุแห่ทำนาปรัง รอบ 2
ข่าว
05 ก.พ. 2557 | wanchat

กรมชล"ประเมินปี 57 ลุ่มเจ้าพระยาวิกฤติ เหลือน้ำจากเขื่อนใหญ่ป้อนอีกแค่ 35% เหตุแห่ทำนาปรัง รอบ 2
รับนโยบายรับจำนาข้าวพุ่งเท่าตัวทะลุ 8.3 ล้านไร่ เกิน 90% แผนน้ำ เปิดปริมาณน้ำสำรองเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศ ยังมีเพียงพอระดับน้ำเกิน 60-88% สถานการณ์น้ำปี 2557 ซึ่งพบว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีหลายพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ พระ นครศรีอยุธยา ที่ชาวนาเริ่มประสบปัญหาน้ำขาด แคลนน้ำ จนมีการประเมินแล้วว่าปีนี้ประเทศไทยอาจเผชิญภาวะภัยแล้ง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลปรทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำแล้งในปีนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังมีเพียงพอ ซึ่งสถิติน้ำในเขื่อนใหญ่ยังมีปริมาณน้ำเต็มเขื่อนจากฝนที่ตกสะสมในอ่าง ยกเว้นเพียงแค่ 2 เขื่อนใหญ่ คือเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิตติ์ ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ ด้วยปัจจัยที่ฝนตกท้ายเขื่อนในปีก่อน ทั้งนี้ปริมาณน้ำรวมกันจำนวน 13,110 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 53 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้จำนวนทั้งสิ้น 6,414 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น และสามารถใช้น้ำได้อีกราว 35% อย่างไรก็ตาม แต่เนื่องจาก 2 เขื่อนใหญ่เป็นตัวชี้ชะตาสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา เนื่องจากต้องส่งน้ำลงมาหล่อเลี้ยงทั้ง 20 จังหวัดในเขตลุ่มเจ้าพระยา รวมทั้งกทม.เพื่อผลิตน้ำประปา และดันน้ำเค็มที่เข้ามายังกทม.ด้วย อธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า ในช่วงฤดูเพาะปลูกปี 56-57 เกษตรกรมีการทำนาเกินแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตรในลุ่มเจ้าพระยาไปถึง 80-90 % ทั้งนาปีในรอบปกติ และยังทำนาปรังรอบแรก และกำลังจะเริ่มในรอบที่ 2 โดยมีสูงกว่าเท่าตัว กล่าวคือตามแผนกำหนดไว้ 4.74 ล้านไร่ แต่ขณะนี้มีพื้นที่เพิ่มเป็น 8.03 ล้านไร่ ทั้งนี้ทางกรมชลประทาน จะส่งน้ำให้เพื่อการเกษตรแค่ถึงแค่ปลายก.พ.นี้ จากนั้นจะส่งน้ำลงมาเพื่อการอุปโภคบริโภค การประปาลงมาคลองต่างๆเพื่อเลี้ยงคลองเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเกษตรกรก็ยังจะต้องสูบน้ำออกจากคลองเพื่อเอาไปเลี้ยงนาปรังรอบ 2 อยู่ดี ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกระทบกับการจัดการน้ำเพื่การประปาในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาโดยรวม และตัวคลองก็จะมีปัญหาตลิ่งพัง " ชลประทานไม่ได้ทิ้งเกษตรกร แต่ตอนนี้ขอให้พอแล้ว เพราะเราจัดสรรน้ำให้เพียงพอแล้ว แต่ติดที่ว่าทุกๆปีก็จะเป็นเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะรั้นที่จะทำนาปรังรอบที่ 2 หรือเท่ากับทำนาปีละ 3 รอบ ตรงนี้กระทบกับการจัดการน้ำในภาพรวม เพราะน้ำที่ปล่อยลงมาจะถูกดึงไปใช้กับการทำนา จนส่งผลกระทบกับน้ำสำหรับการผลิตประปาในจังหวัดต่างๆ และกิจกรรมอื่นๆ ดังนั้นจึงอยากขอร้องให้ชาวนางดทำนาปรังรอบ 2 เพราะเท่ากับเอาเปรียบคนกลุ่มอื่นๆ" นายเลิศวิโรจน์ ระบุ เมื่อถามว่าการเร่งทำนาปรังรอบ 2 เกิดจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่สร้างแรงจูงใจกับชาวนาหรือไม่ อธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นตัวกระตุ้นให้ การทำนาปรังรอบที่ 2 ในลุ่มเจ้าพระยาสูงกว่าปกติ เพราะหากเสียหายเมื่อมีการประกาศภัยพิบัติ ก็ได้รับเฝินชดเชย แต่หากข้าวรอดตายก็เข้าโครงการรับจำนำ แต่ทุกคนเข้าใจว่าน้ำมีเหลือเฟือ ทั้งที่ทุกปีกรมชลประทาน และกรมส่งเสริมการเกษตร จะวางแผนการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรเมื่อสิ้นฤดูฝน เราจะดูน้ำในอ่างมีน้ำสำหรับหน้าแล้งเท่าไหร่ และสนับสนุนทำนาได้เท่าไหร่ แต่เกษตรกรไม่เชื่อฟัง และยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมได้เลย เขายอมเสี่ยงต่อพืชขาดน้ำในช่วงหลัง " ปัญหาขาดน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ไม่ได้เกิดจากข้อบกพร่องในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนใหญ่ทั้ง 2 แห่งอย่างแน่นอน เพราะนับตั้งแต่ปี2555 เป็นต้นมาเราได้อธิบายกับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เรื่องสัดส่วนของการพร่องน้ำในอ่างที่ต้องสมดุลทั้งรองรับอุทกภัย และสมดุลการใช้น้ำที่เกิดขึ้น โดยภาพรวมอ่างขนาดกลางในจังหวัด และภูมิภาคต่างๆที่มีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ เขาสามารถทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามีเพียงพอสะสมในอ่างด้วย ยกเว้น 2 อ่างใหญ่คือภูมิพล และสิริกิตติ์ที่มีน้ำเหลือน้อยกว่าครึ่งของความจุอ่างมจนทำให้ปีนี้มีการประเมินว่าถ้าจัดสรรน้ำไม่ดี ลุ่มเจ้าพระยาจะมีน้ำไม่เพียงพอ" อธิบดีกรมชลประทาน ระบุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลปริมาณน้ำจากศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน พบว่าอ่างขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุน ส่งไปสนับสนุนการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยและเขื่อนป่าสักฯ) ล่าสุด 5ก.พ.มีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 13,110 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้การได้ จำนวน 6,414 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำใช้การได้ สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ มีดังนี้ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 6,631 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ49% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,831 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ 29% ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,254 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 53% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,404 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือแค่ 36% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 428 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 46% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้385 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ43% ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 572 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 59% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 569 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 59% ส่วนเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 259 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 82% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 236ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 81% ส่วนเขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 106 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 96% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 104 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96% ขณะที่เขื่อนในภาคตะวันตกและภาคใต้ยังมีปริมาณน้ำมาก ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 14,797 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 83% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,532 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำ 231 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 86% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 193ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 85% เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี มีปริมาณน้ำ 4,692ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 83% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 3,340 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% นอกจากนี้ยังระบุว่า ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2556/2557 เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ม.ค. นี้ มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,265 ล้านลูกบาศก์เมตร คิด 62%ของแผนฯ คงเหลือปริมาณน้ำที่จะใช้ได้ตามแผนฯ อีกประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิด 38% โดยชี้ว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ คงเหลือปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้ง เพียงแค่ 30% ของความจุฯ เท่านั้น ในขณะที่ฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 3 เดือน