ผลตรวจดิน-น้ำป่ากุยบุรี เจอสารหนู 3 จุด
16 ม.ค. 2557 | wanchat

ผลตรวจดิน-น้ำในป่ากุยบุรี เจอสารอะซินิค หรือสารหนู เกินมาตรฐาน ในจุดกระทิงตาย 3 ตัวอย่าง แต่คพ.ยันปริมาณน้อยมาก ไม่ส่งผลให้กระทิงตายเฉียบพลัน
ข่าว
16 ม.ค. 2557 | wanchat

ผลตรวจดิน-น้ำในป่ากุยบุรี เจอสารอะซินิค หรือสารหนู เกินมาตรฐาน ในจุดกระทิงตาย 3 ตัวอย่าง แต่คพ.ยันปริมาณน้อยมาก ไม่ส่งผลให้กระทิงตายเฉียบพลัน
ด้านอุทยานฯ ห่วงฝูงกระทิง 90 ตัวหลังพบ 1 ซากตายในพื้นที่หากินฝูงใหญ่โซนเหนือโครงการกุญชร เฝ้าระวังใกล้ชิด 2 ตัวเสี่ยง /16 มค.57 จากกรณีพบมีกระทิงในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุย บุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการกุญชร) ในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ม.ค.นี้พบซากกระทิงตายอีก 2 ซาก รวมกระทิงตายทั้งสิ้น 22 ตัวในเขตป่ากุยบุรี โดยขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของกระทิง ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช จะแถลงผลการตรวจสอบเบื้องต้นร่วมกับทางกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกรมปศุสัตว์ ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า จากการที่คพ.ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดิน ตะกอนดิน น้ำในลำห้วยลึก และลำห้วยสาขาโดยรอบโครงการกุญชร รวมทั้งพืชอาหารสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.56 เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์หาสารตกค้างที่อาจส่งผลให้กระทิงป่ากุยบุรีตายจำนวนมากนั้น ขณะนี้ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าจากตัวอย่างดินที่เก็บมาจำนวน 6 ตัวอย่าง ตะกอนดิน 15 ตัวอย่าง ตัวอย่างน้ำ 10 ตัวอย่างในพื้นที่กุญชร ที่เจอกระทิงตาย โดยพบว่ากลุ่มสารโลหะหนัก มีค่าสารที่เกินเพียงอย่างเดียวคือสาร อะซินิค (Arsenic) หรือสารหนู พบในตัวอย่างดินใกล้จุดที่เจอซากกระทิงตัวที่ 1 ตรวจพบริมาณสาร 29 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ค่ามาตรฐาน 27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และอีก 2 ตัวอย่างเจอสารหนูในน้ำ และแปลงหญ้าจุดกระทิงตายตัวที่ 17 ซึ่งเกินค่ามาตรฐานเล็กน้อย นายวิเชียร กล่าวว่า โดยรายละเอียดทั้งหมดจะขอให้นำไปแถลงรวมกับกรมอุทยาน ฯในวันที่ 17 ม.ค.นี้ เนื่องจากพบว่ามีการรายงานคลาดเคลื่อนในสื่อบางฉบับว่าเจอสารไซยาไนด์ ว่าเป็นสารหนู ซึ่งเป็นคนละชนิดสารกัน จึงอาจส่งให้เกิดความสับสน อย่างไรก็ตาม การเจอสารหนูในบริเวณที่กระทิงตาย ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนว่าจะเป็นสาเหตุการตายของกระทิงหรือไม่ เพราะตามธรรมชาติในดินก็สามารถตรวจพบสารหนูปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่ไม่ส่งผลเป็นอันตรายอยู่แล้ว " ในทุกจุดที่ตรวจเจอสารหนู เราพบมีปริมาณต่ำกว่าค่ามาตรฐาน และอาจต้องเข้าพื้นที่ลงไปเก็บตัวอย่างซ้ำอีกรอบหนึ่งเพื่อให้ชัดเจนว่าพื้นที่มีการปนเปื้อนของสารหนูอยู่หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารหนูที่เกินเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลมากพอที่จะทำให้กระทิงตายได้อย่างเฉียบพลัน เพราะถ้าจะเป็นอันตรายมากต้องเกินระดับ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป ส่วนที่มองว่าอาจจะเกิดการกินและสะสมในร่างกายของกระทิงหรือไม่นั้นอาจต้องเก็บตัวอย่างเลือดกระทิงที่ยังมีชีวิตมาตรวจเพิ่มเติม" นายวิเชียร ระบุ ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช กล่าวว่า หลังจากตรวจเจอซากกระทิงตายเพิ่มอีก 2 ซากเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา รวมเป็นกระทิงตายแล้ว 22 ตัวนั้นจากการตรวจสอบพบว่ากระทิงตัวที่21 เป็นเพศผู้ อายุมากกว่า 15 ปี พบบริเวณพื้นที่เหนือแปลงหญ้าขึ้นไปราว 1 กม. ส่วนตัวที่ 22 และ พบบริเวณโซนกลางคาดว่าตายมาแล้วราว 2 เดือน เนื่องจากมีสภาพเหลือแต่กระดูกแต่ส่วนหัวและเขายังอยู่ครบ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการตายโดยธรรมชาติ " เมื่อวานนี้ ผมได้มีโอกาสพบกับนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จ.เพชรบุรี และท่านแจ้งว่าได้กำชับให้นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งผลตรวจวิเคราะห์ และให้ส่งทีมสัตว แพทย์มาช่วยตรวจพิสูจนและเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงเย็น ยังได้ประชุมร่วมกับสัตวแพทย์กรมอุทยานฯเพิ่มเติม เพื่อประเมินสถานการณ์ เนื่องจากซากกระทิงที่พบตายในโซนที่1 ทางด้านเหนือของพื้นที่กุญชนชรนั้น มีฝูงกระทิงอีก 90 ตัวอาศัยอยู่จึงต้องเร่งเฝ้าระวังอาการกระทิงที่เหลือให้มากขึ้น โดยเฉพาะ เตรียมเฝ้าสังเกตุกระทิง2ตัว ที่มีอาการป่วยอย่างใกล้ชิดต่อไป"นายธีรภัทร ระบุ