นายกฯยืนยันพร้อมฟังทุกฝ่าย เเต่ไม่ลาออก
10 ม.ค. 2557 | wanchat

นายกฯยืนยันพร้อมฟังทุกฝ่าย เเต่ไม่ลาออก ย้ำสภาปฏิรูปดีที่สุด ข้อเสนอ กปปส.นั้นต้องถามคนที่เลือกตัวเองเป็นนายกฯด้วย
ข่าว
10 ม.ค. 2557 | wanchat

นายกฯยืนยันพร้อมฟังทุกฝ่าย เเต่ไม่ลาออก ย้ำสภาปฏิรูปดีที่สุด ข้อเสนอ กปปส.นั้นต้องถามคนที่เลือกตัวเองเป็นนายกฯด้วย
ด้านธงทองย้ำพรก.ปฏิรูปทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ออกได้เเต่ระเบียบสำนักนายกฯเท่านั้น ด้านสุรพงษ์พร้อมดูเเลปชช. ส่วนผบ.ตร.ห่วงมือที่สาม --สตช.--10ม.ค.2557--จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้งให้ทหารมาเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างนายกฯ ครม.กับกปปส. คิดว่าเป็นทางแก้ปัญหาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในความเป็นจริงกองทัพต้องทำหน้าที่ในการดูแลเรื่องของความสงบในประเทศ แต่ถ้าถามว่าโดยสถานการณ์ขณะนี้จะเป็นกองทัพหรือใคร รัฐบาลก็ยินดีเพียงขอให้มีการพูดคุย แต่ถ้าการพูดคุยเราอยู่บนหลักต่างคนต่างยืน คนกลางที่จะเข้ามาพูดคุยก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ดังนั้นก็ต้องมาคุยกันว่าถ้าเราพร้อมที่จะหันหน้ามาช่วยกันก็ต้องร่วมมือกันทำ เพื่อให้เกิดความสงบ ถ้าผู้ชุมนุมยินดีที่จะมาคุยก็เชื่อว่าทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือรวมถึงตนเองด้วย เมื่อถามถึงข่าวลือการปฏิวัติที่มีเยอะมาก นายกฯยังมั่นใจในกองทัพหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "เรียนว่าวันนี้เราต้องช่วยกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง และเชื่อกองทัพเองก็คงต้องคิดว่าการปฏิวัติไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับประเทศเลย ยิ่งกลับทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย วันนี้เราต้องช่วยกันในการรักษาประชาธิปไตย ช่วยกันรักษากติกา แต่ไม่ได้หมายความว่าการรักาากติกาจะไม่ฟังเสียงประชาชน แต่ขอให้ฟังเสียงโดยกลไกที่เป็นระบบให้เดินได้ ถ้าการที่เราไม่รักษากติกา ก็จะเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วประเทศจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ขอฝากไว้ด้วย" เมื่อถามว่าหากเงื่อนไขของกลุ่มกปปส.คือให้มีการก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และตระกูลชินวัตร รัฐบาลจะยอมรับได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "อย่าถามดิฉันคนเดียว เพราะดิฉันให้ความเคารพกับประชาชนที่เลือกดิฉันเข้ามา และการพูดคุยนั้นเราต้องแน่ใจว่ากลุ่มที่พูดคุยประกอบไปด้วยเสียงของคนส่วนใหญ่ ถ้าเราคุยเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มไม่เห็นด้วยการเจรจาและการหารือไม่มีทางสำเร็จ เวทีที่จะใช้ดีที่สุดคือเวทีการปฏิรูปที่มีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งยอมรับว่า เป็นการยาก ในบรรยากาศที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงได้เสนอว่าจะต้องเร่งตั้งสภาปฏิรูปน่าจะเป็นกลไกที่ดีที่สุด แล้วค่อยมาคุยว่าทุกคนยังติดขัดอะไร น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ถ้าทุกคนยอมที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน" เมื่อถามว่ากลุ่ม25องค์กรเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนด(พรก.)องค์กรปฏิรูปเห็นด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องให้นักกฎหมายแและคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและศึกษาว่าทำได้หรือไม่ เพราะมีข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าสามารถทำได้รัฐบาลก็ยินดี อย่างไรก็ตามเนื้อหาการออกพระราชกำหนดเป็นประเด็นสำคัญที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะออกอย่างไร กระบวนการการคัดเลือกผู้ที่จะมารับหน้าที่สภาปฏิรูปจะเอาใครมา และทุกคนต้องยอมรับว่าเวทีนี้เป็นกลางจริง เพราะวันนี้มีหลายทางเลือก ตามที่นักวิชาการเสนอแต่ยังไม่เคยมีการนำมาสรุป ด้านนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่การปฏิรูปหรือสภาปฏิรูปนั้น ได้เคยสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีการตั้งตุ๊กตาว่าจะออกเป็นพระราชกำหนดได้หรือไม่ ซึ่งมีคำตอบว่าน่าจะมีข้อจำกัดขัดข้อง เพราะเงื่อนไขการออกพระราชกำหนด(พรก.)จะต้องเป็นภาวะที่เร่งด่วนและฉุกเฉิน และที่สำคัญกระบวนการการออกพรก.นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาและวุฒิสภา แต่วันนี้ยังไม่มี ซึ่งความเห็นของเลขาธิการกฤษฎีกาก็เกรงว่าหากมีการออกพรก.จริงก็อาจมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็เดินต่อไปไม่ได้ แต่สิ่งที่นายกฯเสนอให้ออกเป็นคำสั่งสำนักนายกฯ เป็นอำนาจที่สามารถดำเนินการได้ในฐานะฝ่ายบริหาร และเมื่อมีรัฐบาลและครม.ใหม่ และจะขยับฐานะให้เป็นพระราชบัญญัติอีกทีหนึ่งก็สามาารถดำเนินการได้ ส่วนข้อเสนอของ7องค์กรธุรกิจและเครือข่ายตรวจสอบแล้วยังไม่ใช่ข้อสรุปของทั้งหมดแต่อาจจะเป็นข้อเสนอของบางคนเท่านั้น เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่า การบริหารราชการแผ่นดินและการตัดสินใจในวันนี้ขึ้นอยู่กับนายกฯไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ไม่มีใครมีอำนาจเท่ากับประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการเจรจาทั้งต้องให้แน่ใจว่ากลุ่มคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ถือเป็นสิ่งสำคัญ ตนเองไม่สามารถที่จะไปรับปากแทนใครได้ แต่สิ่งที่เราทำคืออเะไรที่เราทำไในสิ่งที่เป็นหน้าที่เพื่อให้ประเทศมีความสงบเรายินดี คำตอบคือการพูดคุยทั้งหมด ต้องได้ความสงบกลับคืนมาสร้างความสามัคคีให้กับประเทศไทย" เมื่อถามว่าระหว่างการปฏิรูปแล้วเลือกตั้งซึ่งใช้เวลานานกับเลือกตั้งแล้วไม่จบรัฐบาลจะเลือกทางใด นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งก่อนแล้วปฏิรูป แต่อยากเห็นการปฏิรูปทันที ซึ่งถ้าทำได้เสร็จก่อนเลือกตั้งตนไม่ติดขัด แต่เนื่องด้วยมีพรราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งวันที่ 2ก.พ. 2557 จึงเสนอว่า ถ้าสามารถตกผลึกทางความคิดได้ก็ควรมีการตั้งสภาปฏิรูปก่อน ส่วนจะเสร็จเมื่อไรค่อยว่ากันไป แต่ถ้าไม่เดินเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้ง คำถามคือจะอยู่กันอย่างไร รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร เพราะแค่จะเลือกตั้งวันที่ 2ก.พ. ยังไม่สามารถบริหารประเทศ เศรษฐกิจ สังคมได้เลย เราได้แค่ติดตามงานเก่า เนื่องจากมีข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ปฏิเสธความร่วมมือ แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได่ ดังนั้นเราพร้อมที่จะทำงานกับทุกภาคส่วน เมื่อถามว่านายกฯเคยระบุว่าหลังวันที่10ม.ค.จะตั้งสภาปฏิรูปได้แต่ถึงวันนี้ท่าทางจะไม่สำเร็จ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเพียงตุ๊กตาที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เห็นว่า ถ้าสามารถทำได้ก็จะมีการเดินหน้าต่อไป แต่เมื่อยังไม่มีการตกผลึกจะตั้งสภาปปฏิรูปได้อย่างไร เราไม่สามารถเดินโดยไม่ฟังเสียงใครไม่ได้ แต่สำหรับการเลือกตั้งต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งผ่านไปด้วยดี สงบ และใช้กติกาที่มีอยู่โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันรักษาประชาธิปไตย เมื่อถามว่านายกฯยืนยันใช่หรือไม่ว่าจะเดินหน้าเลือกตั้งแม้จะเกิดเดธล็อคไม่สามารถเปิดสภาได้ แล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ขออนุญาตแก้คำ ยืนยันเดินหน้าเลือกตั้ง ถือเป็นหน้าที่ที่เราจะทำงานและแก้ปัญหาร่วมกัน ถ้าติดขัดอะไรก็ต้องมาคุยกัน และอยากขอร้องทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ ให้พยายามอย่างเต็มที่มาช่วยกันแก้ปัญหา และดิฉันไม่สามารถที่จะใช้คำว่าไม่สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ เพราะการเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่ของกกต. รัฐบาลมีหน้าที่ในการประสานงานและให้ความร่วมมือกับกกต. จะโยนให้รัฐบาลฝ่ายเดียวคงลำบาก รัฐบาลยินดีให้ความร่วมมือถ้าอยู่ภายใต้ที่กฎหมายกำหนด หรือกฎหมายที่เราทำได้ " ส่วนกรณีที่สตง.เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งนั้น นายกฯกล่าวว่า ก็ขอให้ผู้ที่มีความรู้มาช่วยแนะนำวิธีการ เมื่อถามถึงที่กรณีข้าราชการระดับสูง โดยล่าสุดปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลจะสามารถดูแลให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติสุขได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หน้าที่ของข้าราชการทุกคนคือการทำงานและหน้าที่การทำงานของข้าราชการโดยเฉพาะกระทรวงสาธาณสุขคือการดูแลประชาชน รัฐบาลทำงานดูแลประชาชนกับทุกคนอยู่แล้ว วันนี้อย่าพยายามมองเหตุการณ์ข้างหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นเลย เพราะจะทำให้เกิดการหวาดกลัวจะเดินหน้าไม่ได้ เราค่อยๆมาแก้กันทีละส่วน และฟังความคิดเห็นควบคู่กันไป ต้องช่วยกันทำงานและประคับประคองบรรยากาศและการทำงานให้เดินหน้าไปได้ ถ้าทุกหน่วยงานไม่ทำงานแล้วใครจะดูแลประชาชน ดังนั้นข้าราชการต้องทำงาน ถ้าข้าราชการระดับสูงไม่ทำงาน แต่ตนเชื่อว่ายังมีคนพร้อมที่จะทำงานในการดูแลประชาชน เมื่อถามถึงความชัดเจนว่าวันที่ 13ม.ค.นายกฯจะอยู่บัญชาการสถานการณ์ด้วยตัวเองที่กทม.หรือไม่รวมทั้งกระแสข่าวว่าจะย้ายศอ.รส.จากสตช.ไปที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน นายกฯ กล่าวว่า ตนจะติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง ในส่วนของศอ.รส. ก็ยังตั้งอยู่ที่สตช.เช่นเดิม "ดิฉันก็ได้มีการติดตามการปราศรัยของนายสุเทพและแกนนำกปปส.เป็นระยะๆ และฟังจากการสรุป ซึ่งเท่าที่ฟังก็ดูเหมือนว่าทางกปปส. เขาเรียกร้องในทุกๆ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปและการไล่คนในตระกูลชินวัตร" นายกฯ กล่าว นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนาายกรัฐมนตรีแและรมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลศอ.รส. กล่าวถึงมาตรการดูแลประชาชนและรับมือการชุมนุมของกลุ่มกปปส.ในวันที่ 13ม.ค.ว่า ศอ.รส.อยากให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ศอ.รส.จะอำนายความสะดวก รักษาความปลอดภัย กรณีที่ประชาชนเดินทางไม่สะดวก จะมีขั้นตอนต่างๆในการอำนวยความสะดวกใหเ ประชาชนกลุ่มไหนได้รับความเดือดร้อนในเรื่องของการรักษาพยาบาล ก็ได้เตรียมความพร้อมหน่วยงานในการดูแล การพยาบาลฉุกเฉินไว้บริการ ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตตามปกติ อย่าไปกังวลเรื่องการประท้วง เพราะผู้ชุมนุมยืนยันว่าจะไม่ทำให้เกิดความมเดือดร้อน และเชื่อมั่นว่าวันที่ 13ม.ค. จะผ่านไปได้ด้วยดี ความวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้น เพราะผ้ชุมนุมยืนยันว่าจะชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ส่วนที่ประกาศว่าไม่ต้องการให้ข้าราชการไปทำงานนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะข้าราชการทุกคนเป็นข้าฯของแผ่นดิน ต้องให้บริการประชาชน ข้าราชการทุกคนต้องรับใช้ประเทศชาติ ไม่ใช่มารับใช้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลต้องทำหน้าที่รับใช้ประชาชนและบ้านเมืองทุกคนจึงมีหน้าที่รับใช้ประชาชนตามปกติ และทุกคนต้องเข้าทำงานตามปกติ ในส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ศอ.รส. ได้เตรียมกำลังไว้ในลักษณะของกองกำลังผสม ทั้งทหารและตำรวจ โดยมีทหารประมาณ 8 พันนาย ตำรวจกว่าหมื่นนาย รวมแล้วมีเจ้าหนาที่2 หมื่นนาย ในการดูแลให้ความสะดวกและบริการประชาชน ด้านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวยอมรับว่าจากการข่าวเป็นห่วงสถานการณ์เกี่ยวกับมือที่สาม ที่จะเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งทาง สตช.ได้มีมาตรการในการดูแลและควบคุมในเรื่องของอาวุธต่างๆ ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจที่เข้มแข็งขึ้นมาอีกหลายจุดทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีมาตราการดูแลคุมเข้มสถานที่ราชการ เลยอยากให้ย้อนดูบทเรียนวันที่ 26 ธ.ค.ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามรักษาพื้นที่ และกฏหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่พยายามใช้หลักกฏหมายในการดำเนินการ และขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นธรรมในการดูแล ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอาวุธ จะใช้หลักการเจรจา มาตรการด้านการสืบสวน และดำเนินคดีกับแกนนำและเรามีมาตรการในการดูแลสถานที่ราชการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว