เนชั่นทีวี

ข่าว

ชี้ปมกระทิงตาย เหตุ"ชิงเก้าอี้คุมป่ากุยบุรี"

08 ม.ค. 2557 | wanchat

ชี้ปมกระทิงตาย เหตุ"ชิงเก้าอี้คุมป่ากุยบุรี"

นอภ.กุยบุรี-ชาวบ้าน ชี้ปมตายเหตุ "ชิงเก้าอี้คุมป่ากุยบุรี" หลังควบรวมผืนป่ามรดกโลก ด้านนอภ.ฟันธง ตายจากสารพิษ แต่ห่วงจับคนผิดยาก ด้าน "กมล" ยอมรับสั่งฝังซากกระทิงตัวที่18 เพราะห่วงภาพลักษณ์ ทั้งที่เป็นตัวที่พบว่าตายเป็นตัวที่ 2

ปัญหากระทิง 18 ตัวตายในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครง การกุญชร)ใน เขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งแม้ผลการตรวจสอบหาสาเหตุการตายของกระทิง ที่กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ลงมาเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และซากกระทิงไปตรวจสอบในห้องปฎิบัติการตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.2556 ซึ่งคาดว่าอาจจะเลื่อนผลการตรวจสอบเป็นปลายเดือนม.ค.นั้น วันที่ 8 มค.ที่บริเวณป่าสนต้นม่วง ภายในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยลึก อุทยานแห่งชาติกุยบุรี นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร นายอำเภอกุยบุรี พร้อมด้วยนายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) พร้อมด้วยชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบป่ากุยบุรี อาทิ หมู่บ้านรวมไทย หาดขาม และตัวแทนจากท้องถิ่นกว่า 100 คนได้เข้าร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล และตั้งศาลเพียงตาให้กับซากกระทิง 18 ตัว ซึ่งการทำบุญดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯได้นำซากหัวพร้อมเขากระทิงที่ถอดจากกระทิงที่ตายทั้งหมด นำมาทำพิธี พร้อมกับตั้งศาลเพียงตาใต้ต้นมะม่วงป่า เนื่องจากบริเวณนี้ ยังคงมีซากกระทิงตัวที่ 17 ที่ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2556 และปัจจุบันมีสภาพเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น โดยเจ้าหน้าที่นำเชือกและป้ายติดเป็นเขตอันตรายห้ามเข้าไว้ นายพงษ์พันธ์ กล่าวว่า หลังจากมีกระทิงตายพร้อมกันถึง 18 ตัว เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จ และมีพระราชดำรัสให้ช่วยกันดูแลช้างในป่ากุยบุรีขึ้น จึงถือเป็นเรื่องสะเทือนใจของชาวบ้านกุยบุรีอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์กระทิง และช้างร่วมกับกรมอุทยานฯมาหลายปีแล้ว ทำให้พื้นที่นี้มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง เพิ่มจำนวนมากขึ้น และไม่เคยมีปัญหาการเข้าล่าสัตว์ป่าในป่ากุยบุรี  " ถือเป็นเรื่องสะเทือนใจของคนที่นี่มาก ดังนั้นจึงต้องการจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับสัมภเวสีและสัตว์ป่า โดยการจัดพิธีทำบุญกลางแจ้งให้กับสัตว์ป่าเป็นครั้งแรก พร้อมกันนี้ยังตั้งศาลเพียงตาในบริเวณให้คุ้มครองดูแลสัตว์ป่าในจุดนี้ขึ้น เนื่องจากเราเจออาถรรพ์ เพราะหลังพบซากกระทิงตัวที่ 17 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 พบว่ามีช้างมาขัดขวางการเคลื่อนย้ายซากถึง 2 ครั้งทำให้ซากกระทิงตัวนี้จึงยังอยู่ในจุดเดิม ดังนั้นจึงจัดพิธีทำบุญให้กับสัตว์ที่ตายในป่าแห่งนี้" นายพงษ์พันธ์ ระบุ เมื่อถามว่ามองประเด็นการตายของกระทิงอย่างไร นายพงษ์พันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมอุทยานฯยังไม่สรุปสาเหตุการตายของกระทิงว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่จากการเข้าพื้นที่ไปตรวจสอบซากกระทิงที่ตาย และเจอซากแรกในวันที่ 2 ธ.ค.56 พบว่าสภาพของกระทิงยังสมบูรณ์ไม่เน่าแต่ทีมเจ้าหน้า ที่เขาเก็บชิ้นเนื้อและอวัยวะไปตรวจพบกลับบอกว่าอวัยวะภายในเน่า นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่ากระทิงที่ตายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่โครงการกุญชร ที่ไม่อนุญาตให้คนภายนอกหรือนักท่องเที่ยวเข้าไปในจุดดังกล่าวได้เลย แต่กลับพบกระทิงตายมากที่สุด ลักษณะการตายหันหัวไปทางทิศตะวันตก และทิศใต้ อาการของกระทิงเหมือนล้มทั้งยืน เพราะพบว่าขาหลังเหยียด ขาคู่หน้างอคล้ายการทรุดตัวล้มลงตายไม่มีรอยดิ้น หรืออาการทุรนทุราย " ผมไปดูซากเกือบทุกตัวพบอาการผิดปกติ และเชื่อว่ากระทิงตายจากการถูกสารพิษ แต่คนที่ทำไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่กุยบุรีอย่างแน่นอน เพราะทั้งปมที่บอกว่าเกิดจากผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยว และเอาสัตว์เช่นวัว เข้ามาเลี้ยงและติดโรคสัตว์นั้น ตัดออกไปได้หมด ขณะนี้ราชการพยายามให้ชาวบ้านเป็นแพะจากกรณีนี้ เพราะชาวพื้นที่นี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านมากใครจะนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปได้ ส่วนการท่องเที่ยวทำกันมาหลายปีร่วมกับอุทยาน ไม่เคยมีปัญหา และไม่ใช่มูลเหตุของการที่จะไปฆ่ากระทิง เพราะเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง อย่างไรก็ตาม แต่ตั้งข้อสังเกตว่าหลังเกิดเหตุกลับโยงเรื่องการดูแลพื้นที่ป่ากุยบุรีหลังจากผนวกเป็นผืนป่ามรดกโลกออกมาทางสื่อมวลชน ขณะเดียวกันยังมีการส่งคนจากอุทยานแก่งกระจานมาแทนหัวหน้าคนเดิม เรื่องนี้ในฐานะคนพื้นที่มองว่าน่าตะมีสาเหตุจากการขัดขาและการแต่งตั้งคนของกรมอุทยานที่จะมาลงในพื้นที่เพื่อบริหารจัดการป่ากุยบุรีมากกว่า" นายพงษ์พันธ์ ระบุ นอกจากนี้นายอำเภอกุยบุรี กล่าวว่า ขณะนี้อยากให้จับตาผลการพิสูจน์ซากของกระทิงตัวที่ 1 ตัวที่ 4 และตัวที่ 18 ที่น่าจะคลายปมการตายของกระทิงได้ เนื่องจาก 3 ตัวนี้ตายในจุดใกล้ๆกัน โดยเฉพาะตัวที่ 4 พบมีการถอดเขาออกไป1 ข้าง ส่วนตัวที่ 18 ถูกฝังกลบไว้อย่างดีใกล้กับที่ทำการสำนักงานโครงการกุญชร แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้หากกรมอุทยานฯสรุปสาเหตุการตายไม่ว่าจะจากสารพิษ หรืออะไรก็แล้วแต่ เชื่อว่าคงไม่สามารถตามจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ เพราะเวลาผ่านมานานเป็นเดือนๆ ร่องรอยทั้งจากพื้นที่ และจากซากสัตว์ก็อาจจะไม่เหลือพอที่จะโยงหาคนผิดได้ โดยอยากให้อุทยานฯตรวจคนเข้าออกพื้นที่ทุกคนย้อนหลังก่อนเหตุการณ์กระทิงตายอย่างละเอียด เพื่อที่จะใช้เป็นเบาะแสในการเอาผิดคนที่กระทำการแบบนี้ ขณะที่นายกิตติ สายน้ำเขียว จากองค์กรอนุรักษ์กุยบุรี กล่าวว่า การจัดการท่องเที่ยวของกุยบุรี ใช้หลักการมีส่วนร่วมของกลุ่มอนุรักษ์ ชาวบ้าน กรมอุทยาน และท้องถิ่นในการดำเนินการพานักท่องเที่ยวเข้าชมพื้นที่ ซึ่งจะจัดระเบียบการท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคอยประจุด และจำกัดนักท่องเที่ยว และเวลาการเข้าพื้นที่ เพื่อไม่ให้กระทบสัตว์ป่า ซึ่งรายได้ไม่ได้เยอะมากจนต้องมองว่าชาวบ้านจะขัดประโยชน์กัน รวมทั้งการที่อ้างว่ากระทิงอาจจะไปกินสารเคมีทางเกษตรที่หลงเหลือในพื้นที่ป่ากุยบุรีที่ผ่านมาตั้งเกือบ 20 ปีไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เพราะโรงงานสัปปะรดจะไม่รับซื้อสัปปะรดที่ใส่ปุ๋ยไนเตรด เพราะทำให้กระป๋องดำ  " การที่เขาเร่งรีบส่งคนเจ้าหน้าที่จากแก่งกระจานมาแทนหัวหน้าคนเก่า ตรงนี้ก็มีนัยหลายอย่าง เพราะเรื่องนี้ชาวบ้านพอจะรู้มาบ้างว่าการผนวกรวมป่ากุยบุรีเป็นมรดกโลก อาจจะส่งผลต่อการบริหารจัดการพื้นที่ ดังนั้นมองว่าน่าจะเป็นการแย่งเก้าอี้กันเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชาวบ้านประท้วงไม่ให้ส่งคนจากแก่งกระจานมา เพราะขนาดแก่งกระจานเองยังมีช้างป่าตายหลายตัว ดังนั้นจึงไม่มั่นใจว่าจะบริหารสัตว์ป่าที่กุยบุรีได้ดี โดยในเร็วๆนี้กลุ่มอนุรักษ์ จะจัดเวทีพูดคุยเพื่อหาทางออก และทำข้อเสนอไปยังหน่วยงานทีเกี่ยวข้องต่อไป"นายกิตติ ระบุ ส่วนนายกมล อุ่นใจ หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนฯ กุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการกุญชร) เปิดเผยว่า กระทิงตัวที่ 18 ถูกพบไว้ห่างจากด้านหลังโครงการกุญชร 300 เมตร เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาพลบกับโครงการพระราชดำริ ที่ตัวเองในพยายามสร้างมากว่า 15 ปี และประกอบกับเวลานั้นจะมีผู้เข้ามาเยี่ยมโครงการ จึงจำเป็นต้องทำการฝั่งทำลายซากกระทิง โดยชี้แจงว่ากระทิงที่ถูกฝั่งนั้นเป็นซากกระทิงตัวที่ 2 ที่ในพื้นที่โครงการกุญชร  “ผมก็ยอมรับกับ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปว่า ผมเป็นคนฝังเอง เพราะไม่อยากให้เกิดภาพลบกับโครงการของในหลวง และก็ยอมรับผิดที่ไม่ได้แจ้งกับทางอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เนื่องจากคิดว่าเป็นการตายปกติ หรือหมดอายุไขของมัน แต่ภายหลังพบว่ามีการตายมาก จึงจำเป็นต้องเร่งหาสาเหตุ" นายกมลกล่าวและว่าขณะนี้ต้องการตรวจทางวิทยาศาสตร์ ตัวเองไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่ความเห็นส่วนตัวเชื่อว่าเกิดจากโรคระบาดในกระทิง และไม่คิดว่าใครจะมาสั่งฆ่ากระทิง เพียงเพราะหวังตำแหน่ง ซึ่งโครงการกุญชรวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่เคยมีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ไม่เคยมีปัญหาการล่าสัตว์ และเราอยู่มาไม่เคยมีปัญหากับใคร  แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีคนที่แฝงอยู่ในอุทยานและมีอำนาจ และมีองค์กรใหญ่ที่เข้ามาแสวงผลประโยชน์ในพื้นที่โครงการ เพราะในอนาคตพื้นที่นี้จะต้องถูกผนวกรวมกับพื้นที่ของอุทยานกุยบุรี อาจจะมีผู้หวังผลกระโยชน์จากพื้นที่โครงการ แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า จะเกี่ยวข้องกับการตายของกระทิงทั้ง 18 ตัวหรือไม่ ก็ต้องรอผลพิสูจน์ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร” นายกมล ระบุ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการทำบุญกลางแจ้งครั้งนี้ชาวบ้านได้ร่วมใจกันใส่เสื้อสีขาวทั้งหมด นอกจากนี่ยังมีพวงหรีดดอกไม้จากหม่อมเจัาหญิงนภดลยุคล ชมรมอนุรักษ์กระทิงไทย นายอำเภอกุยบุรีส่งมาไว้อาลัย ซึ่งมีการนำภาพกระทิงทั้ง 18 ซากที่ถ่ายและค้นพบในแต่ละวันมาแสดงบริเวณจุดทำบุญ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการจับกลุ่มวิจารณ์ถึงที่มา สาเหตุการตายของกระทิงผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับกระทิงทั้ง 18 ซากนั้นจากข้อมูลที่กรมอุทยานฯพบว่า ส่วนนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่มีรายงานว่าการตายของกระทิงน่าจะมาจากความขัดแย้ง และการแต่งตั้งโยกย้ายของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ พร้อมทั้งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือและประสานงานกันในการป้องกันและอนุรักษ์สัตว์ป่าในพื้นที่อย่างเต็มที่ " ขณะนี้กรมอุทยานฯ ได้แบ่งสาเหตุการตายออกเป็น 3 ประเด็นได้แก่ ตายตามธรรมชาติ สารเคมีตกค้างและโรคติดต่อ โดยเบื้องต้นพบว่ามีกระทิง 2 ตัวที่ตายจากการล่าของเสือโคร่งและหมาไน โดยยังได้เตรียมมาตราการแนวทางป้องกันการคุกคามสัตว์ป่าโดยเฉพาะกระทิงไว้ 3 ระยะด้วยกัน ระยะสั้นได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจและติดตามอาการเจ็บป่วยและอาการผิดปกติอื่นๆในกระทิงที่เหลือ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 โซนด้วยกันได้แก่ บริเวณหน้าผา พื้นที่กันชน โครงการกุญชรซึ่งเป็นบริเวณที่มีกระทิงตายเยอะที่สุดและพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการกุญชร ได้ให้เจ้าหน้าที่พยายามผลักดันให้กระทิงออกจากพื้นที่ นอกจากนี้ยังเข้มงวดในการควบคุมคนเข้าออกในพื้นที่มีการทำบ่อเพื่อฆ่าเชื้อโรคสำหรับคนและยานพาหนะเข้าออก"  รองอธิบดีกรมอุทยาน กล่าวอีกว่า ส่วนระยะกลางมีการเร่งการตรวจสอบวิเคราะห์ข่อมูลตัวอย่างซากกระทิงที่เก็บมาเพื่อหาสาเหตุการตาย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษ สารเคมี พืชอาหารต่าง ๆ รวมทุ้งตัวอย่างดินและน้ำในบริเวณใกล้เคียง " หากผลการตรวจสอบออกมาพบว่าเป็นสารพิษ ทางกรมฯ ก็จะได้หาจุดที่มีสารพิษ หรือ หากพบโรคก็จะหาแนวทางป้องกันและรักษา" นายธรีภัทรกล่าวและว่า ส่วนระยะยาว มีการจัดการสัตว์ป่าในพื้นที่และพัฒนาแหล่งที่อนุรักษ์อย่างเช่น การทำโป่งเทียม การพัฒนาแหล่งน้ำ และแปลงหญ้า ทั้งนี้ทางกรม ฯ จะร่วมกับ กลุ่มพาวเวอร์กุยบุรีจัดการส่งเสริมให้ความรู้และเฝ้าระวังเพิ่มเติม รวมทั้งส่งสัตวแพทย์ติดตามเฝ้าระวังสุขภาพ  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการทำบุญกลางแจ้งครั้งนี้ชาวบ้านได้ร่วมใจกันใส่เสื้อสีขาวทั้งหมด นอกจากนี่ยังมีพวงหรีดดอกไม้จากหม่อมเจัาหญิงนภดลยุคล ชมรมอนุรักษ์กระทิงไทย นายอำเภอกุยบุรีส่งมาไว้อาลัย ซึ่งมีการนำภาพกระทิงทั้ง 18 ซากที่ถ่ายและค้นพบในแต่ละวันมาแสดงบริเวณจุดทำบุญ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการจับกลุ่มวิจารณ์ถึงที่มา สาเหตุการตายของกระทิงผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับกระทิงทั้ง 18 ซากนั้นจากข้อมูลที่กรมอุทยานฯที่สรุปการพบกระทิง มีดังนี้  ตัวที่ 1 เพศผู้ เจอวันที่ 2 ธ.ค.56 ตัวที่ 2 เพศเมีย เจอวันที่ 9 ธ.ค.56 ตัวที่ 3 เพศผู้ วันที่ 13 ธ.ค.56 ตัวที่ 4 เพศผู้ เจอวันที่ 17 ธ.ค.56 ตัวที่ 5 เพศเมีย เจอวันที่ 18 ธ.ค.56 ตัวที่ 6 เพศผู้ เจอวันที่ 19 ธ.ค.56 ตัวที่ 7 เพศผู้ เจอวันที่ 19 ธ.ค.56 ตัวที่ 8 เพศเมีย 20 ธ.ค.56 ตัวที่ 9 เพศผู้ เจอวันที่ 22 ธ.ค.56 ส่วนตัวที่ 10 เพศผู้ เจอวันที่ 22 ธ.ค.56 ตัวที่ 11 เพศผู้ เจอวันที่ 22 ธ.ค.56 ตัวที่ 12 เพศผู้ เจอวันที่ 22 ธ.ค.56 ตัวที่ 13 เพศผู้ เจอวันที่ 23 ธ.ค.56 ตัวที่ 14 เพศเมีย เจอวันที่24 ธ.ค.56 ตัวที่ 15 เพศเมีย เจอวันที่ 24 ธ.ค.56 ตัวที่ 16 เพศผู้ เจอวันที่ 24 ธ.ค.56 ตัวที่ 17 เพศผู้ เจอวันที่ 26 ธ.ค.56 และตัวที่ 18 เพศผู้ เจอวันที่ 29 ธ.ค.56

ข่าวล่าสุด