เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : โกงความตายในแดนประหาร! "คริสตา ไพค์" นักโทษหญิงรอดหวุดหวิดจากการฉีดยาพิษ

07 ต.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : โกงความตายในแดนประหาร! "คริสตา ไพค์" นักโทษหญิงรอดหวุดหวิดจากการฉีดยาพิษ

"คริสตา ไพค์" (Christa Pike) กลายเป็นนักโทษหญิงที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการ "โกงความตาย" ได้สำเร็จ! เมื่อเธอรอดชีวิตจากกระบวนการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษในรัฐเทนเนสซี ซ้ำยังฟื้นคืนสติกลับมาพูดคุยได้ตามปกติ

เหตุการณ์สุดวิสัยนี้กำลังจุดกระแสถกเถียงครั้งใหญ่ และสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตอันดำมืดของระบบโทษประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกา . ชื่อของ "คริสตา ไพค์" วัย 50 ปี กลับมาเป็นข่าวดังครึกโครมอีกครั้ง ในฐานะนักโทษหญิงคนแรกที่จะถูกประหารชีวิตในรัฐเทนเนสซีในรอบ 200 ปี หลังเธอพยายามยื่นอุทธรณ์มานานหลายปีแต่ไม่เป็นผล ทำให้นักโทษหญิงหนึ่งเดียวแห่งแดนประหารรายนี้ ต้องเดินเข้าสู่ห้องประหารเมื่อวันพุธที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา


🔵 [คดีสะเทือนขวัญ: ฆาตกรรมสังเวยซาตาน] 


ย้อนกลับไปในปี 1995 ที่เมืองน็อกซ์วิลล์ รัฐเทนเนสซี คดีของไพค์กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สร้างความสยดสยองไปทั่วประเทศ เมื่อร่างของ "คอลลีน สเลมเมอร์" หญิงสาววัย 19 ปี ถูกพบในสภาพถูกสลักสัญลักษณ์รูป "ดาว 5 แฉก" (Pentagram) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมซาตานไว้บนหน้าอก

ในตอนนั้น ไพค์ในวัย 18 ปี ได้ร่วมมือกับ "ทาดาริล ชิปป์" แฟนหนุ่มวัย 17 ปี ที่พบรักกันในค่ายฝึกอาชีพสำหรับเด็ก ลงมือสังหารเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม โดยไพค์ให้การว่า สเลมเมอร์เหยียดหยามและพยายามจะแย่งแฟนของเธอ ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นในค่ายฝึกอาชีพให้การมัดตัวว่า ไพค์คุยอวดเกี่ยวกับการฆาตกรรมครั้งนี้ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ซ้ำยังนำ "กะโหลกศีรษะ" ของเหยื่อมาให้พวกเขาดูด้วยความภาคภูมิใจ

หนึ่งปีต่อมา (1996) ไพค์ถูกตัดสินประหารชีวิต ในขณะที่ชิปป์ แฟนหนุ่มผู้ร่วมก่อเหตุ ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเนื่องจากยังเป็นผู้เยาว์ (อายุ 17 ปี) ทำให้รอดพ้นจากโทษประหาร และถูกคณะลูกขุนตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตในปี 1997 โดยมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ

สถิติระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา มีผู้หญิงเพียง 18 คนเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ (เทียบกับนักโทษชายที่ถูกประหารไปถึง 1,663 คน) ซึ่งแม่ของสเลมเมอร์ที่เฝ้ารอคอยความยุติธรรมมาอย่างยาวนาน ได้เปิดใจก่อนวันประหารว่า เธออยากให้ไพค์ถูกประหารชีวิต เพื่อที่ลูกสาวของเธอ "จะได้พักอย่างสงบจริง ๆ เสียที"
 


🔵 [ความผิดพลาดในห้องประหาร และการโกงความตาย] 


แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นที่เรือนจำ "Riverbend" ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี เมื่อกระบวนการเกิดความผิดพลาด เจ้าหน้าที่ได้ฉีดสารพิษ "เพนโทบาร์บิทัล" (Pentobarbital) ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทจำนวน 2 โดสเข้าสู่ร่างกายของเธอ แต่ด้วยปัญหาทางสุขภาพที่เธอมี "เส้นเลือดเล็กและภาวะเกล็ดเลือดสูง" ทำให้ตัวยาไม่เข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง แต่กลับซึมกระจายไปที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังแทน ผลลัพธ์คือ ไพค์ไม่เสียชีวิต เธอยังคงมีชีพจรและนอนกรนเหมือนคนหลับปกติ! เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลในแนชวิลล์ เนื่องจากเกิดบาดแผลบวมพองและรอยไหม้ที่แขน ก่อนที่ต่อมาเธอจะฟื้นคืนสติและพูดคุยได้แล้ว โดยยังคงต้องรักษาตัวและถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงพยาบาล
.
ไพค์จึงถูกจารึกว่าเป็นนักโทษประหารชีวิตรายแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่รอดชีวิตหลังผ่านกระบวนการประหารด้วยการฉีดยาพิษ!

🔵 [ผลกระทบทางสมอง และคำเตือนที่ถูกเพิกเฉย]

 

การรอดชีวิตของไพค์ นำมาซึ่งคำถามถึง "ผลกระทบ" ที่ร่างกายของเธอต้องแบกรับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ระบุว่า หากสารเพนโทบาร์บิทัล 2 โดสเข้าสู่กระแสเลือดตามปกติ "ไพค์คงเสียชีวิตอย่างแน่นอน"

นอกจากนี้ ยังมี "ความเป็นไปได้สูง" ที่ไพค์จะได้รับบาดเจ็บทางสมอง เนื่องจากความล่าช้าในการช่วยชีวิต โดยคาดว่าแพทย์ต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะสามารถตรวจทางระบบประสาทและเข้าใจสภาพร่างกายที่แท้จริงของเธอได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทนายความของไพค์เคยออกโรงเตือนแล้วว่า ประวัติทางการแพทย์ของเธอ (ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติและเส้นเลือดเล็ก) มีความเสี่ยงที่จะทำให้เธอได้รับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นระหว่างการประหาร
 


🔵 [แรงกระเพื่อมทางการเมือง และวิกฤต "ยามรณะ"]

 

ความผิดพลาดร้ายแรงนี้ส่งผลสะเทือนถึงระดับนโยบายทันที "บิล ลี" ผู้ว่าการรัฐเทนเนสซี สั่งระงับการประหารชีวิตนักโทษรายอื่นทั้งหมดตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซี ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ที่น่าตกใจคือ เคสของไพค์นับเป็นความล้มเหลวครั้งที่สองของรัฐเทนเนสซีในปีนี้! โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่ต้องเลื่อนการประหาร "โทนี คาร์รัทเธอร์ส" (นักโทษคดีลักพาตัวและสังหารเหยื่อ 3 รายเมื่อปี 1994) เพียงเพราะเจ้าหน้าที่ "ไม่สามารถหาเส้นเลือด" เพื่อฉีดยาได้

"ศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต" ระบุว่า การฉีดยาพิษคือวิธีที่ใช้มากที่สุด คิดเป็น 89% ของการประหารชีวิตทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 1976 โดยในอดีตมักใช้ยาสูตรผสม 3 ชนิด ได้แก่

  • โซเดียมไทโอเพนทัล (Sodium thiopental) - ยาสลบ/ระงับประสาท
  • มิดาโซแลม (Midazolam) - ยาทำให้ง่วงซึมสงบ
  • เวคูโรเนียม โบรไมด์ (Vecuronium bromide) หรือ โพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride) - ยาหย่อนกล้ามเนื้อเพื่อทำให้หัวใจหยุดเต้น


แต่ในระยะหลัง โซเดียมไทโอเพนทัล เริ่มหายาก เนื่องจากบริษัทยาแสดงจุดยืนคัดค้านและระงับการจัดส่ง ประกอบกับมาตรการจำกัดการส่งออกจากยุโรป ทำให้หลายรัฐต้องหันมาแก้ขัดด้วยการใช้ยา "เพนโทบาร์บิทัล" เพียงชนิดเดียวในปริมาณสูงปรี๊ด เพื่อกดการทำงานของสมองและระบบหายใจแทน ซึ่งนำมาสู่ความผิดพลาดระดับประวัติศาสตร์ในคดีของ คริสตา ไพค์ ในที่สุด

💬 ความล้มเหลวในการประหารชีวิตถึง 2 ครั้งซ้อนในปีเดียวของรัฐเทนเนสซี ประกอบกับข้อจำกัดทางการแพทย์และการขาดแคลนตัวยา... คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วยวิธี "ฉีดยาพิษ" ที่มีโอกาสผิดพลาดสูง หรือควรเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน?

ข่าวล่าสุด