เนชั่นทีวี

Nation Story

WORLD: ทรัมป์จะ "กำราบ" อิหร่านก่อนเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ เมื่อกองเรือสหรัฐฯ ทยอยเข้าตะวันออกกลาง ขณะคะแนนนิยมดิ่งต่ำสุด

02 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

WORLD: ทรัมป์จะ "กำราบ" อิหร่านก่อนเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ เมื่อกองเรือสหรัฐฯ ทยอยเข้าตะวันออกกลาง ขณะคะแนนนิยมดิ่งต่ำสุด

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กำลังใกล้เข้ามา ขณะที่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วงลงเรื่อยๆ ในจังหวะเดียวกันนี้ กลับมีความเคลื่อนไหวทางทหารที่ผิดสังเกตเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง จนหลายฝ่ายอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือสัญญาณที่ทรัมป์จะ "กำราบ" อิหร่านก่อนวันเลือกตั้งหรือเปล่า

🔵 [เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ มุ่งหน้าตะวันออกกลาง]


เว็บไซต์ข่าว The Hill รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก "WarshipCam" ซึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเรือรบว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt ชั้น Nimitz เรือธงของกองเรือโจมตี Carrier Strike Group 9 ออกเดินทางจากซานดิเอโกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน และกำลังมุ่งหน้าสู่พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM (U.S. Central Command)

ด้านโฆษกกองเรือแปซิฟิกสหรัฐฯ ชี้แจงกับ The Hill ว่า เรือลำนี้กำลังปฏิบัติภารกิจตามปกติในพื้นที่ของกองเรือที่ 3 โดยมีหน้าที่บัญชาการกองกำลังทางเรือในภูมิภาค และจัดการฝึกซ้อมที่สมจริง เพื่อรองรับภารกิจทุกรูปแบบ ทั้งการรบ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรับมือภัยพิบัติ

แต่ข้อมูลจากอีกฝั่งดูจะบอกเรื่องราวที่ลึกกว่านั้น
 


🔵 [สื่ออิสราเอลเผย ส่งกำลังรวม 3 ลำ "ภารกิจระยะยาว"]


The Jerusalem Post สื่ออิสราเอล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า รัฐบาลทรัมป์ตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 พร้อมกองพลนาวิกโยธินอีกหนึ่งกองพล ไปยังตะวันออกกลาง "เพื่อปฏิบัติภารกิจระยะยาว" และยังมีกองเรือพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบก USS Makin Island ออกจากซานดิเอโกตามไปด้วย พร้อมหน่วยนาวิกโยธินที่ 13 (13th Marine Expeditionary Unit)

กองกำลังชุดนี้มีนาวิกโยธินและบุคลากรหน่วยปฏิบัติการพิเศษราว 2,200 นาย รวมกับลูกเรืออีก 2,000 นายบนเรือทั้ง 3 ลำ

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า ขณะนี้มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำปฏิบัติการอยู่ในทะเลอาหรับแล้ว คือ USS George Washington ที่เดินทางไปตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม และ USS George H.W. Bush ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องบินขับไล่และเรือคุ้มกัน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

🔵 [แค่ "ผลัดเปลี่ยนกำลัง" หรือมีนัยอื่น?]


ประเด็นที่น่าสังเกตคือ US Naval Institute News รายงานว่า เรือ Roosevelt ไปเพื่อผลัดเปลี่ยนกับ USS George Washington นั่นอาจหมายความว่า การเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การเพิ่มกำลังทั้งหมด แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่ไม่อาจมองข้าม เพราะกองเรือพร้อมรบสะเทินน้ำสะเทินบกที่นำโดย USS Boxer พร้อมหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจที่ 11 (11th Marine Expeditionary Unit) ก็ถูกส่งไปทะเลอาหรับเช่นกัน โดยมี USS Portland และ USS Comstock ร่วมไปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการผลัดเปลี่ยนหรือการเสริมกำลัง ผลที่ตามมาก็คือ สหรัฐฯ จะมีขีดความสามารถทางทหารสูงขึ้นอย่างมาก และมีทางเลือกมากขึ้นสำหรับการดำเนินการใดๆ ต่ออิหร่าน ไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม

แล้วทำไมในช่วงเวลาเดียวกัน กองทัพบกสหรัฐฯ ถึงประกาศเรื่องสุขภาพสมองของทหาร?
 


🔵 [ตรวจสมองทหาร 97% เรื่องบังเอิญหรือการเตรียมพร้อม?]


เรื่องนี้ถูกมองว่าสอดคล้องกับการที่กองทัพบกสหรัฐฯ ประกาศว่า ทดสอบกำลังพลด้วยเครื่องมือ "Neurocognitive Assessment Tool" (NCAT) ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินสมองและระบบประสาท ไปแล้วมากกว่า 97% ตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม เป้าหมายคือเก็บข้อมูลสมองพื้นฐานของทหารไว้ เพื่อติดตามและดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแรงอัดจากการระเบิด (Blast Overpressure) รวมถึงการระเบิดระดับต่ำจากการฝึกยิงอาวุธหนักที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

จอร์แดน กิลลิส ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกองทัพบกด้านสิ่งอำนวยความสะดวก พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โครงการนี้ครอบคลุมทั้งทหารประจำการ กองกำลังรักษาดินแดน (Army National Guard) และกองหนุน โดยเน้นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ทหารปืนใหญ่ ช่างยุทธโยธา และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ที่ต้องตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนทหารทั่วไปตรวจทุก 3 ปี ข้อมูลที่เก็บ เช่น ความจำและเวลาตอบสนอง (Reaction Time) จะใช้เปรียบเทียบเมื่อเกิดสมองได้รับบาดเจ็บ (TBI-Traumatic Brain Injury) หรือกระทบกระเทือนระหว่างปฏิบัติหน้าที่

กิลลิสเป็นนายทหารกองหนุนสายปืนใหญ่ และเคยบาดเจ็บจากระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในอัฟกานิสถาน เขาย้ำว่า NCAT จะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบปฏิบัติใหม่ ที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การติดตามปริมาณการสัมผัสแรงระเบิด และการเฝ้าระวังสุขภาพสมอง เพื่อยกระดับความพร้อมและสวัสดิภาพของทหารทุกนาย

แล้วฝั่งการเมืองในบ้าน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันแค่ไหน?
 


🔵 [คะแนนนิยมต่ำสุดนับแต่เข้ารับตำแหน่ง]


ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผลสำรวจของสำนักข่าว AP ร่วมกับสถาบันวิจัยอิสระ NORC at the University of Chicago ซึ่งสอบถามผู้ใหญ่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 2,140 คน ระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน พบว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ลดลงเหลือ 31% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจยิ่งน่าห่วง มีเพียง 26% ที่เห็นด้วยกับการจัดการเศรษฐกิจในภาพรวม และมีเพียง 17% ที่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด
 


🔵 [บ่นสื่อ ท่ามกลางสถิติขึ้นปก TIME]


ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของนิตยสาร TIME ที่ยังไม่เผยแพร่ ทรัมป์ต่อว่าสื่อเมื่อใกล้จบการสัมภาษณ์ โดยบอกว่า "คุณไม่ถามคำถามในเชิงบวกกับผมเลยสักคำถามเดียว" และว่า "เอาล่ะ ผมหวังว่าจะได้เห็นบทความดีๆ ออกมานะ" ก่อนพูดต่อว่า "ผมไม่คิดว่า.... มันยากที่จะได้บทความดีๆ สักชิ้น เพราะทุกคำถามที่ถามมาเหมือนจ้องจะเล่นงานกันทั้งนั้น ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น"

การสัมภาษณ์ทรัมป์แบบถอดบทสนทนาละเอียดนั้นหาได้ยาก ที่เขายอมให้สัมภาษณ์ในฉบับที่ขึ้นปกเป็นภาพเขายืนบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ของทำเนียบขาว ก็เพราะเป็น "หมุดหมายสำคัญ" ด้วยการขึ้นปกครั้งที่ 56 ทำให้ทรัมป์เป็นบุคคลที่ขึ้นปก TIME บ่อยที่สุด แซงหน้าประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ครองสถิตินี้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ
 


🔵 [มองไปข้างหน้า: ยุทธศาสตร์ต่างประเทศหรือเกมการเมืองในประเทศ?]


เมื่อนำทุกอย่างมาวางเคียงกัน ทั้งกองเรือที่ทยอยเข้าตะวันออกกลาง ตัวเลขนิยมที่ตกต่ำ และเศรษฐกิจที่ประชาชนยังไม่พอใจ คำถามสำคัญคือ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญ เป็นการผลัดเปลี่ยนกำลังตามแผน หรือเป็นการเตรียมทางเลือกทางทหารต่ออิหร่านกันแน่

และที่สำคัญ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นจริง จะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจโลกอย่างไร ในวันที่ทุกคนกำลังรับมือกับของแพงอยู่แล้ว

ในมุมที่เป็นบวก การมีกำลังทางทหารแข็งแกร่งอาจช่วยเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเจรจา แทนที่จะลุกลามเป็นความขัดแย้ง คุณมองว่าเป็นไปได้แค่ไหน

แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไร ทรัมป์จะ "กำราบ" อิหร่านก่อนเลือกตั้งกลางเทอมจริงหรือไม่ และแนวทางแบบไหนที่จะเป็นผลดีต่อสันติภาพและเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

ข่าวล่าสุด