จอร์แดน กิลลิส ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกองทัพบกด้านสิ่งอำนวยความสะดวก พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โครงการนี้ครอบคลุมทั้งทหารประจำการ กองกำลังรักษาดินแดน (Army National Guard) และกองหนุน โดยเน้นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ทหารปืนใหญ่ ช่างยุทธโยธา และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ที่ต้องตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนทหารทั่วไปตรวจทุก 3 ปี ข้อมูลที่เก็บ เช่น ความจำและเวลาตอบสนอง (Reaction Time) จะใช้เปรียบเทียบเมื่อเกิดสมองได้รับบาดเจ็บ (TBI-Traumatic Brain Injury) หรือกระทบกระเทือนระหว่างปฏิบัติหน้าที่
กิลลิสเป็นนายทหารกองหนุนสายปืนใหญ่ และเคยบาดเจ็บจากระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ในอัฟกานิสถาน เขาย้ำว่า NCAT จะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบปฏิบัติใหม่ ที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การติดตามปริมาณการสัมผัสแรงระเบิด และการเฝ้าระวังสุขภาพสมอง เพื่อยกระดับความพร้อมและสวัสดิภาพของทหารทุกนาย
แล้วฝั่งการเมืองในบ้าน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันแค่ไหน?
🔵 [คะแนนนิยมต่ำสุดนับแต่เข้ารับตำแหน่ง]
ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผลสำรวจของสำนักข่าว AP ร่วมกับสถาบันวิจัยอิสระ NORC at the University of Chicago ซึ่งสอบถามผู้ใหญ่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง 2,140 คน ระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน พบว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ ณ วันที่ 1 ตุลาคม ลดลงเหลือ 31% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจยิ่งน่าห่วง มีเพียง 26% ที่เห็นด้วยกับการจัดการเศรษฐกิจในภาพรวม และมีเพียง 17% ที่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด
🔵 [บ่นสื่อ ท่ามกลางสถิติขึ้นปก TIME]
ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของนิตยสาร TIME ที่ยังไม่เผยแพร่ ทรัมป์ต่อว่าสื่อเมื่อใกล้จบการสัมภาษณ์ โดยบอกว่า "คุณไม่ถามคำถามในเชิงบวกกับผมเลยสักคำถามเดียว" และว่า "เอาล่ะ ผมหวังว่าจะได้เห็นบทความดีๆ ออกมานะ" ก่อนพูดต่อว่า "ผมไม่คิดว่า.... มันยากที่จะได้บทความดีๆ สักชิ้น เพราะทุกคำถามที่ถามมาเหมือนจ้องจะเล่นงานกันทั้งนั้น ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น"
การสัมภาษณ์ทรัมป์แบบถอดบทสนทนาละเอียดนั้นหาได้ยาก ที่เขายอมให้สัมภาษณ์ในฉบับที่ขึ้นปกเป็นภาพเขายืนบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์แห่งใหม่ของทำเนียบขาว ก็เพราะเป็น "หมุดหมายสำคัญ" ด้วยการขึ้นปกครั้งที่ 56 ทำให้ทรัมป์เป็นบุคคลที่ขึ้นปก TIME บ่อยที่สุด แซงหน้าประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่ครองสถิตินี้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ
🔵 [มองไปข้างหน้า: ยุทธศาสตร์ต่างประเทศหรือเกมการเมืองในประเทศ?]
เมื่อนำทุกอย่างมาวางเคียงกัน ทั้งกองเรือที่ทยอยเข้าตะวันออกกลาง ตัวเลขนิยมที่ตกต่ำ และเศรษฐกิจที่ประชาชนยังไม่พอใจ คำถามสำคัญคือ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องบังเอิญ เป็นการผลัดเปลี่ยนกำลังตามแผน หรือเป็นการเตรียมทางเลือกทางทหารต่ออิหร่านกันแน่
และที่สำคัญ หากสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นจริง จะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจโลกอย่างไร ในวันที่ทุกคนกำลังรับมือกับของแพงอยู่แล้ว
ในมุมที่เป็นบวก การมีกำลังทางทหารแข็งแกร่งอาจช่วยเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเจรจา แทนที่จะลุกลามเป็นความขัดแย้ง คุณมองว่าเป็นไปได้แค่ไหน
แล้วคุณล่ะ คิดอย่างไร ทรัมป์จะ "กำราบ" อิหร่านก่อนเลือกตั้งกลางเทอมจริงหรือไม่ และแนวทางแบบไหนที่จะเป็นผลดีต่อสันติภาพและเศรษฐกิจโลกมากที่สุด