svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ธารน้ำแข็งทเวตส์ 'วันสิ้นโลก' ละลายเร็วกว่าที่คิด เมืองชายฝั่งจ่อจม กรุงเทพฯ-ปริมณฑลกระทบ 7 ล้านคน ก่อนปี 2573

20 มี.ค. 2569

ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาในแอนตาร์กติกากำลังละลายเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ถึง 5 เท่า และถ้ามันพังทลายในวันนี้ กรุงเทพฯ ของเราจะเป็นอย่างไร?

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝนถล่มซ้ำซาก พายุต่อเนื่อง และน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ แทบทุกปี แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น อาจไม่ใช่แค่ฝนจากฟ้า แต่คือน้ำจากขั้วโลกที่กำลังไหลเข้าหาเรา ทีละนิด ทีละนิด โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว

🔵 [ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก คืออะไร และทำไมต้องกลัว?]


"ธารน้ำแข็งทเวตส์" ในแอนตาร์กติกาตะวันตก ไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งธรรมดา มันปกคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเสียอีก และทำหน้าที่เป็นเหมือน "ปราการด่านสุดท้าย" ที่พยุงแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดไว้ไม่ให้ไหลลงทะเล

นั่นคือสาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งชื่อมันว่า "ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก" (Doomsday Glacier)

และตอนนี้ มันกำลังละลาย เร็วกว่าช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 5 เท่า สูญเสียน้ำแข็งไปปีละ 50,000–80,000 ล้านตัน แบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระคาดว่าภายในปี 2067 อัตราการสูญเสียอาจพุ่งสูงถึง 180–200 กิกะตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการละลายของน้ำแข็งทั้งทวีปแอนตาร์กติกาในปัจจุบัน

แล้วทำไมมันถึงเปราะบางขนาดนี้? คำตอบอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ภูมิประเทศข้างล่างเป็นหลุมลึกลาดเอียงลงไปในแผ่นดิน ทำให้กระแสน้ำอุ่นจากมหาสมุทรไหลลอดเข้าใต้ฐานน้ำแข็ง กัดเซาะจากข้างล่างอย่างเงียบเชียบ เมื่อกระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้น มันจะกลายเป็น ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ยากจะหยุดยั้ง

🔵 [ถ้าวันนี้มันพัง กรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?]


การละลายของทเวตส์ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกไปแล้วประมาณ 4% ฟังดูน้อย แต่ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นมาแล้วกว่า 23 เซนติเมตรนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และยิ่งสูงขึ้นทุกปี

หากธารน้ำแข็งทเวตส์ล่มสลายโดยสมบูรณ์ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 65 เซนติเมตร และนั่นยังไม่รวมผลกระทบจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดที่ทเวตส์พยุงไว้ ซึ่งอาจดันระดับน้ำทะเลขึ้นอีกหลายเมตรทั่วโลก

การวิเคราะห์ของ The New York Times ระบุชัดเจนว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 7 ล้านคน หากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ขณะที่เมืองชายฝั่งทั่วโลก ทั้งเซี่ยงไฮ้ กัลกัตตา นครโฮจิมินห์ กรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในรายชื่อเดียวกัน

แต่ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้รอวันนั้น เพราะมันกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว

🔵 [กรุงเทพฯ ทรุด ฝนถล่ม ระบายไม่ทัน วิกฤตซ้อนวิกฤต]


"ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนว่า กรุงเทพฯ มีพื้นฐานที่เปราะบางมากตั้งแต่ต้น ทั้งภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยราว 1 เมตร ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการยัง ทรุดตัวเฉลี่ยปีละ 1 เซนติเมตร อย่างต่อเนื่อง

เมื่อรวมกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นปีละ 3–5 มิลลิเมตร ความเสี่ยงจึงทับซ้อนกันจนน่ากังวล ยิ่งไปกว่านั้น ดร.สนธิ ระบุว่า ปริมาณฝนในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 7% ทุกครั้งที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส บางวันฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรต่อวัน ทั้งที่ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ รองรับได้เพียง 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

ที่หนักกว่านั้นคือ "แก้มลิง" หรือพื้นที่รองรับน้ำของกรุงเทพฯ หายไปกว่าครึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิม 92,000 ไร่ เหลือเพียง 34,000 ไร่ เพราะถูกถมดินสร้างบ้านจัดสรรและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เคยทำหน้าที่พักน้ำมาก่อน

หากสถานการณ์ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ดร.สนธิเตือนว่า ภายในปี 2573 กรุงเทพฯ อาจเผชิญกับ worst case scenario ที่น้ำทะเลหนุนไหลบ่าเข้าทางแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่ถึง 96% ของเมือง

🔵 [แก้ปัญหานี้ได้ไหม? มีทางออกอะไรบ้าง?]


ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ยืนมองดูอยู่เฉยๆ มีการเสนอแนวคิดทางวิศวกรรมภูมิอากาศ เช่น การสร้างม่านใต้น้ำขนาดยักษ์เพื่อกั้นน้ำอุ่นไม่ให้เข้าถึงธารน้ำแข็งทเวตส์ แต่ยังอยู่ในขั้นศึกษาวิจัย และยังมีความไม่แน่นอนด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือหัวใจหลักที่ยังไม่มีทางอื่นแทนได้

สำหรับกรุงเทพฯ ดร.สนธิ เสนอแนวทางรูปธรรม ได้แก่ การสร้าง "Water Highway" เชื่อมเส้นทางระบายน้ำจากปทุมธานีถึงสมุทรปราการ การพัฒนาโมเดล "Delta Work" แบบเนเธอร์แลนด์ ด้วยการสร้างเขื่อน กำแพงกันคลื่น และประตูระบายน้ำ รวมถึงให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการแทนการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน และในกรณีเลวร้ายที่สุด ยังมีการหยิบยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่เลือกย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยังนูซันตาราบนเกาะบอร์เนียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมและดินทรุดที่แก้ไขไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์เปรียบทเวตส์ว่าเป็นเหมือน "ระบบเตือนภัยของดาวเคราะห์" ที่กำลังส่งสัญญาณขั้นสูงสุด สัญญาณนั้นดังขึ้นทุกวัน คำถามคือเราจะรอฟังอยู่จนถึงเมื่อไหร่

💬 คำถามชวนคิด
ถ้ากรุงเทพฯ ในอีก 30 ปีข้างหน้าเสี่ยงจมน้ำจริง คุณอยากเห็นรัฐบาลและท้องถิ่นลงมือแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังก่อนหน้านั้นหรือไม่ และในฐานะประชาชน เราจะมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง?