เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "อินโดฯ พลิกเกม เปลี่ยนทางด่วนเป็นฐานทัพ ประหยัดกว่าเรือรบพันล้าน"

15 ก.พ. 2569

STORY : "อินโดฯ พลิกเกม เปลี่ยนทางด่วนเป็นฐานทัพ ประหยัดกว่าเรือรบพันล้าน"

ในขณะที่ภาพจำของมหาอำนาจทางทหารมักมาคู่กับ "เรือบรรทุกเครื่องบิน" ลำยักษ์ แต่อินโดนีเซียกำลังเลือกเดินเกมที่ต่างออกไป ด้วยแผนยุทธศาสตร์เปลี่ยน "ทางด่วน" ทั่วประเทศ ให้กลายเป็นรันเวย์ฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินรบ F-16... เป็นทางเลือกที่นักวิเคราะห์มองว่า ทั้ง "ประหยัด" และ "ทรงประสิทธิภาพ" กว่าการทุ่มงบมหาศาลเพื่อเรือเพียงลำเดียว

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายประเทศต่างเร่งเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ อินโดนีเซียในฐานะพี่ใหญ่แห่งอาเซียน ไม่ได้หยุดแค่การช้อปปิ้งอาวุธชุดใหญ่ แต่กำลังวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่แบบ Dual-use (ใช้งานได้สองทาง) ที่น่าจับตามอง

🔵 [วิสัยทัศน์ใหม่: ทุกจังหวัดคือฐานทัพ]
ล่าสุด พลอากาศเอก ทอนนี ฮาร์โจโน เสนาธิการกองทัพอากาศอินโดนีเซีย ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า เขาต้องการให้ทั้ง 39 จังหวัดของประเทศ มี "ถนนเก็บค่าผ่านทาง" หรือทางด่วน อย่างน้อยหนึ่งจุด ที่พร้อมเปลี่ยนบทบาทเป็นรันเวย์ฉุกเฉินได้ทันที แม้จะยังไม่ได้ปักหมุดเวลาที่แน่นอน แต่ทิศทางนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ภาพที่ยืนยันแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 ก.พ.) เมื่อเครื่องบินรบ F-16 และเครื่องบินโจมตี Super Tucano ร่อนลงจอดและทะยานขึ้นฟ้าจากทางด่วนในจังหวัดลัมปุง ทางตอนใต้ของเกาะสุมาตราได้อย่างสวยงาม ความสำเร็จนี้ทำเอา ดอนนี่ เออร์มาวัน เตาฟานโต รัฐมนตรีช่วยกลาโหม ออกปากยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบป้องกันประเทศ

🔵 [แผนสำรองในวันที่น่านฟ้าไม่ปลอดภัย]
อันที่จริง การเปลี่ยนถนนเป็นรันเวย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ กองทัพสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอย่างฟินแลนด์หรือสวีเดนทำกันมานานแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กำลังใช้นโยบายกระจายกำลังรบไปตามเกาะต่างๆ ในแปซิฟิก เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้านิ่งหากต้องปะทะกับมหาอำนาจอย่างจีน

สำหรับอินโดนีเซีย แม้จะมีข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้ แต่กองทัพก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า แผนนี้ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นศัตรูกับใคร เป็นเพียงการเตรียม "แผนสำรอง" ไว้รับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยที่ถนนเหล่านี้ก็ยังคงทำหน้าที่หลักในการเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งในยามสงบ ไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใด

🔵 [ความคุ้มค่า : ทำไมถนนถึงชนะเรือรบ?]
นักวิเคราะห์มองเกมนี้ว่า "ฉลาดและคุ้มค่า" ลองจินตนาการถึงสภาพภูมิศาสตร์ของอินโดนีเซียที่เป็นหมู่เกาะขนาดมหึมา ประกอบด้วยเกาะที่มีคนอาศัยกว่า 6,000 เกาะ วางตัวยาวเหยียดกว่า 5,000 กิโลเมตร การจะปกป้องน่านฟ้าขนาดนี้ด้วย "เรือบรรทุกเครื่องบิน" นั้น เป็นโจทย์ที่ยากและแพงระยับ

แม้กองทัพเรืออินโดนีเซียจะเคยมีข่าวว่าสนใจเรือบรรทุกเครื่องบินมือสองอย่าง Garibaldi ของอิตาลี แต่เมื่อดีดลูกคิดดูแล้ว ค่าตัวเรือบวกกับค่าดูแลรักษานั้นเป็นภาระผูกพันระยะยาวที่หนักอึ้ง
เรื่องนี้ คอลลิน โคห์ นักวิจัยจากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies ของสิงคโปร์ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า "ในแง่ความคุ้มค่าการลงทุน เรือบรรทุกเครื่องบินราคาหลายพันล้านดอลลาร์ดูจะเป็นตัวเลือกที่ไม่น่าดึงดูดนัก... การเปลี่ยนทางด่วนที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศให้เป็นรันเวย์ฉุกเฉิน ดูจะสมเหตุสมผลกว่าทั้งในเชิงกลยุทธ์และงบประมาณ"

🔵 [กระจายความเสี่ยง: ไม่เอาไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียว]
โคห์ยังชี้ให้เห็นประเด็นเรื่อง "การบริหารความเสี่ยง" หากคุณมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียว แล้วถูกโจมตี นั่นหมายถึงเกมโอเวอร์ (Game Over) แต่สำหรับถนน หากเส้นทางหนึ่งถูกตัดขาด ก็ยังมีอีกหลายเส้นทางให้เลือกใช้ (Redundancy) แถมยังรองรับเครื่องบินได้จำนวนมากกว่าในราคาที่ถูกกว่ากันคนละเรื่อง
.
ยิ่งไปกว่านั้น ในทางเทคนิคแล้ว เครื่องบินหลักของทัพฟ้าอินโดฯ อย่าง F-16 ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินตั้งแต่แรก การใช้ถนนทางตรงยาว 3,000 เมตร จึงเป็นคำตอบที่ตรงโจทย์ที่สุด

แน่นอนว่าความท้าทายตกไปอยู่ที่เหล่านักบิน เพราะทางด่วนเหล่านี้มีความกว้างเพียง 24 เมตร แคบกว่ารันเวย์สนามบินมาตรฐาน (45-60 เมตร) ถึงเกือบครึ่ง แต่ด้วยการฝึกฝนอย่างหนัก กองทัพอากาศอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่า นักบินของพวกเขามีทักษะและความสามารถเฉพาะตัวที่พร้อมจะรับมือกับสถานการณ์บีบหัวใจเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน

🔵 [บทสรุป]
ยุทธศาสตร์ "ทางด่วนรันเวย์" ของอินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกองทัพยุคใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นและการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ในสมรภูมิจริงที่เต็มไปด้วยความโกลาหลและความเสียหายจากสงคราม โครงสร้างพื้นฐานแบบ "ลูกผสม" เช่นนี้ จะสามารถตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับฐานทัพมาตรฐานได้จริงหรือ? 

หรือความประหยัดนี้ อาจแลกมาด้วยความเสี่ยงหน้างานที่ต้องอาศัยฝีมือนักบินเป็นเดิมพัน... นี่คือโจทย์ที่กาลเวลาเท่านั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ