svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ถอดบทเรียนเลือกตั้ง “ญี่ปุ่น – ไทย” เมื่องบ 7,800 ล้าน อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของ “ความเชื่อมั่น”

10 ก.พ. 2569

ผ่านพ้นไปแล้วกับวันสำคัญทางหน้าประวัติศาสตร์การเมือง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพราะไม่ได้มีเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่จัดการเลือกตั้ง แต่เพื่อนบ้านมหาอำนาจในเอเชียอย่าง “ญี่ปุ่น” ก็มีการหย่อนบัตรลงคะแนนในวันเดียวกัน

ทันทีที่ภาพบรรยากาศจากคูหาเลือกตั้งของทั้งสองประเทศถูกเผยแพร่ออกสู่โลกออนไลน์ มันได้กลายเป็นกระจกสะท้อนบานใหญ่ที่ทำให้สังคมไทยเกิดการตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความสวยงามของอุปกรณ์ แต่ลึกลงไปถึง “วิธีคิด” และ “ระบบบริหารจัดการ” ที่ดูเหมือนจะยืนอยู่คนละฝั่งของคำว่ามาตรฐาน

🔵 [“กระจายศูนย์” สู่ท้องถิ่น VS “รวมศูนย์” ที่องค์กรอิสระ]
ข้อสังเกตประการแรกที่สำคัญที่สุด คือ “เจ้าภาพ” ในการจัดการ
โมเดลญี่ปุ่น ยึดหลักการกระจายอำนาจ โดยมอบหน้าที่ให้ “ท้องถิ่น” เป็นผู้จัดการเลือกตั้งเองทั้งหมด ภายใต้กรอบกฎหมายกลาง ข้อดีของระบบนี้คือ “ความรับผิดชอบที่จับต้องได้” (Accountability) หากเกิดความผิดพลาดหรือความไม่โปร่งใส ประชาชนรู้ทันทีว่าจะต้องร้องเรียนที่ใคร และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเองก็มีความกระตือรือร้นสูงเพราะต้องทำงานกับคนในพื้นที่

โมเดลไทยเราใช้องค์กรอิสระอย่าง กกต. เป็นศูนย์กลางอำนาจเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่จัดการเลือกตั้ง รับรองผล ไปจนถึงการให้ใบเหลือง-แดง แม้จะมีข้อดีเรื่องความเป็นเอกภาพ แต่ข้อสังเกตที่สังคมมักตั้งคำถามคือ “กลไกการตรวจสอบ” เมื่อเกิดข้อผิดพลาด การเอาผิดหรือหาผู้รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรมมักทำได้ยากกว่า นำมาซึ่งความกังขาเรื่องความเป็นกลางและแรงกดดันทางการเมือง

🔵 [งบ 7,800 ล้าน กับโจทย์เรื่อง “ความคุ้มค่า”]
เมื่อกางตัวเลขงบประมาณปี 2569 สำหรับการเลือกตั้งและทำประชามติ ซึ่งสูงถึง 7,800 ล้านบาท ทำให้เกิดข้อสังเกตเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ญี่ปุ่นเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและทนทาน เช่น หีบบัตรโลหะ ที่ปิดสนิทแข็งแรง และ คูหาเลือกตั้งแบบโต๊ะกั้นมาตรฐาน ซึ่งสามารถใช้ซ้ำได้ยาวนานนับสิบปี เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่าในระยะยาว

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ยังคงรูปแบบการใช้วัสดุที่เน้นความสะดวกในการจัดเก็บแต่อายุการใช้งานสั้น เช่น หีบบัตรพลาสติก ที่เสี่ยงต่อการแตกหัก และ คูหาฟิวเจอร์บอร์ด ที่ต้องมีการจัดซื้อทดแทนอยู่บ่อยครั้ง ประเด็นนี้ชวนให้คิดว่า หากนำงบประมาณส่วนนี้ไปลงทุนกับอุปกรณ์ถาวร จะช่วยลดต้นทุนระยะยาวและสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือขึ้นได้หรือไม่?

🔵 [จาก “ตะกร้าพลาสติก” ถึง “เครื่องนับคะแนน” : มาตรฐานที่แตกต่าง]
ขั้นตอนการนับคะแนนและการบริหารจัดการหน้างาน เป็นอีกจุดที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กร

ความแม่นยำและเทคโนโลยี: ญี่ปุ่นมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในบางขั้นตอน เช่น เครื่องคัดแยกบัตร เพื่อลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error)
อุปกรณ์หน้างานของไทย: ภาพของ “ตะกร้าพลาสติก” ที่ถูกนำมาใช้แยกบัตรเลือกตั้ง และกระบวนการนับคะแนนด้วยมือท่ามกลางความล้าของเจ้าหน้าที่ แม้จะสะท้อนความเรียบง่าย แต่ในมุมมองของความเป็นสากล อาจถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความสง่างามและความเป็นมืออาชีพของพิธีกรรมประชาธิปไตยระดับชาติ

🔵[“คน” คือหัวใจ : กปน. กับมาตรฐานความเชื่อมั่น]
ญี่ปุ่น: การใช้บุคลากรท้องถิ่นที่มีความต่อเนื่องในการทำงาน ทำให้เกิดมาตรฐานที่สม่ำเสมอ เจ้าหน้าที่คุ้นเคยกับระบบและคนในพื้นที่ สร้างความรู้สึก “ไว้เนื้อเชื่อใจ”

ไทย: ใช้ระบบหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ (กปน.) และผู้บริหารระดับจังหวัด ทำให้มาตรฐานการทำงานมีความแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วย บางหน่วยปฏิบัติงานได้ดีเยี่ยม ในขณะที่บางหน่วยอาจเกิดข้อผิดพลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวม

🔵[ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อ “ความเชื่อมั่น”]
การเปรียบเทียบระหว่าง “ไทย” และ “ญี่ปุ่น” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อตัดสินว่าใครดีกว่าใคร แต่เป็นการถอดบทเรียนให้เห็นว่า “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้เกิดขึ้นจากงบประมาณมหาศาลเพียงอย่างเดียว

ญี่ปุ่นสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบที่กระจายความรับผิดชอบและอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากล ในขณะที่ไทย แม้จะมีงบประมาณกว่า 7,800 ล้านบาท แต่หากโครงสร้างการจัดการยังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และอุปกรณ์ยังคงเป็นวัสดุชั่วคราว ความศรัทธาต่อกระบวนการเลือกตั้งก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นใหม่

วันนี้ภาพความต่างปรากฏชัดแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้และปรับเปลี่ยน เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ภาษี กลายเป็นความภูมิใจและความเชื่อมั่นของคนไทย ได้เมื่อไหร่...เท่านั้นเอง