ด้วยความที่ยูเออีเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของตะวันออกกลาง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่สนามบินนานาชาติที่เป็นจุดต่อเครื่องหลักของสายการบินEmirates, Etihad, และ flydubai ท่าเรือ โรงแรมหรูระดับ 6 ดาว ศูนย์ข้อมูลระบบคลาวด์ การยกเลิกหรือเลื่อนงานอีเวนต์และการแข่งขันกีฬาระดับโลก ไปจนถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคการเงินที่เดิมทีเคยมองว่าดูไบคือ Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยของบรรดานักลงทุน
🔵[ดูไบโมเดล]
ในขณะที่ชาติอาหรับส่วนใหญ่ร่ำรวยมาจากการค้าน้ำมัน แต่ดูไบสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปมานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่การเปิดตัวสายการบินเอมิเรตส์ในปี 2528 การเปิดโรงแรมเบิร์จอัล อาหรับในปี 2542 และการออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ จนทำให้เศรษฐกิจของดูไบในปัจจุบันเหลือการพึ่งพาธุรกิจภาคพลังงานแค่ไม่ถึง 2% ของจีดีพี
ฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของดูไบมาจากทั้งการค้า การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงิน จนทำให้ดูไบกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินของโลกเทียบเท่าลอนดอนและนิวยอร์ก สังเกตได้จากจำนวนธนาคารมากกว่า 290 แห่ง กองทุนเฮดจ์ฟันด์ 102 แห่ง บริษัทบริหารความมั่งคั่ง 500 แห่ง และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว 1,289 แห่ง
อันที่จริงเมืองอื่นในตะวันออกกลางก็เคยพยายามมีสถานะแบบดูไบเช่นกัน แต่ด้วยปัญหาภายใน เช่น สงครามกลางเมือง จึงทำให้ไม่มีเมืองไหนมีเสถียรภาพและน่าดึงดูดเท่าดูไบ และเมื่อใดก็ตามที่ประเทศไหนมีวิกฤต ดูไบมักเป็นตัวเลือกแรกๆ ในใจมหาเศรษฐีจากทั่วโลกเสมอ จนจำนวนประชากรเพิ่มจาก 1 ล้านคนเมื่อ 40 ปีก่อน กลายมาเป็นกว่า 11 ล้านคนในปัจจุบัน