เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : สวิตเซอร์แลนด์โอนลี่! ประชามติ “จำกัดประชากรประเทศ”

15 ก.พ. 2569

OPINION : สวิตเซอร์แลนด์โอนลี่! ประชามติ “จำกัดประชากรประเทศ”

พูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ทุกคนคิดถึงอะไรกันบ้างครับ หลายคนอาจนึกถึงประเทศในฝันที่อยากไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต วิวทิวทัศน์สุดตระการตาของเทือกเขาแอลป์ ยอดเขาแมทเทอร์ฮอร์น สกีรีสอร์ต หรือทุ่งหญ้าที่เขียวจี บางคนอาจนึกถึงนครเจนีวาที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติ หรือเมืองดาวอส สถานที่จัดงานเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัมเป็นประจำทุกปี ขณะที่บางคนก็อาจนึกถึงประเทศที่มั่นคงและปลอดภัย ศูนย์กลางระบบการเงินการธนาคารที่มหาเศรษฐีทั่วโลกเอาทรัพย์สินเงินทองมาฝากไว้

อีกหนึ่งความโดดเด่นของสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ “ระบบประชาธิปไตยทางตรง” ผ่านการลงประชามติ โดยในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ชาวสวิสกำลังจะลงประชามติครั้งสำคัญเพื่อตัดสินใจว่า จะจำกัดจำนวนประชากรของประเทศเอาไว้ที่ “ไม่เกิน 10 ล้านคน” ภายในปี 2050 หรืออีก 24 ข้างหน้าหรือไม่ โดยปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรอยู่ที่ราว 9 ล้านคน

🔵 [“ประชามติ” เป็นเรื่องปกติ]
ประเทศไทยมีประชามติระดับประเทศมาแล้ว 3 ครั้ง โดยทุกครั้งเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ทั้งในปี 2550 2559 และล่าสุดที่เพิ่งจัดการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญไปพร้อมกับการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และอาจนำไปสู่การลงประชามติอีก 2 ครั้งในอนาคต ยังไม่นับที่เคยมีการเสนอทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยู 43 และ 44 อีก แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ประชาชนที่นั่นเขาไปออกเสียงลงประชามติกันเป็นปกติทุกปี เฉลี่ยปีละ 4 ครั้ง

นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาพันธรัฐสวิสในปี 2391 ในรอบเกือบ 180 ปีที่ผ่านมาชาวสวิสได้ออกไปลงประชามติมาแล้ว 329 ครั้งใน 681 หัวข้อ โดยใน 1 ปี มักจะจัดประชามติ 4 ครั้งในเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และพฤศจิกายน ซึ่งนอกจากประชามติระดับประเทศแล้ว ยังมีประชามติระดับท้องถิ่นด้วย

ประชามติของสวิตเซอร์แลนด์แบ่งหลักๆ ออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ “ประชามติภาคบังคับ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเวลาที่จะตัดสินใจเข้าร่วมบางองค์กรระหว่างประเทศ “ประชามติทางเลือก” ที่ประชาชนเข้าชื่อกัน 5 หมื่นรายชื่อภายใน 100 วัน ยื่นขอลงประชามติรับหรือไม่รับกฎหมายใหม่ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และ“ประชามติที่ริเริ่มโดยภาคประชาชน” เข้าชื่อกัน 1 แสนรายชื่อภายใน 1 ปีครึ่งเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง

ประชามติล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ชาวสวิสได้โหวตคัดค้านการเปลี่ยนระบบบังคับเกณฑ์ทหารในผู้ชายมาเป็นการบังคับทั้งชายและหญิง แต่ไม่จำกัดแค่หน้าที่เกี่ยวกับกองทัพ และโหวตคัดค้านการเก็บภาษีโลกร้อนกับผู้มีรายได้สูง ส่วนในเดือนหน้าชาวสวิสจะออกไปลงประชามติ 4 หัวข้อ เกี่ยวกับการจำกัดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประจำปีของสถานีวิทยุโทรทัศน์, การกำหนดให้คู่สมรสต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีแยกกัน, การจัดตั้งกองทุนสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลกลาง, และมาตรการคุ้มครองกระแสเงินสดภายใต้รัฐธรรมนูญ
 
🔵 [“จำกัดประชากร” หรือกีดกัน “ผู้อพยพ” ?]
ทำไมสวิตเซอร์แลนด์ถึงต้องการจำกัดจำนวนประชากร สวนทางกับทั่วโลกที่ต้องการเพิ่มจำนวนประชากรเกิดใหม่เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ? เรื่องนี้จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “ผู้อพยพ” มากกว่า โดยเป็นไอเดียของพรรคประชาชนสวิส พรรคฝ่ายขวาที่ใหญ่ที่สุดสภาที่มองว่าปัจจุบันประชากรในประเทศเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปจนระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาธารณสุข การศึกษา คมนาคม และที่อยู่อาศัยไม่อาจรองรับไหวอีกต่อไปโดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเจนีวาและซูริค

สวิตเซอร์แลนด์ก็เหมือนประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ที่อัตราการเกิดของประชากรลดลงเรื่อยๆ เหลือเพียงเฉลี่ย 1.29 คนในปี 2567 แต่จำนวนประชากรรวมกลับโตเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 5 เท่า เพิ่มสูงขึ้นจาก 7 ล้านคนเมื่อ 30 ปีก่อน มาเป็น 9.1 ล้านคนในปัจจุบัน และคาดว่าจะแตะ 10 ล้านคนภายในปี 2593 เนื่องจากจำนวนของผู้อพยพ

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์คิดเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ 41 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับผู้อพยพ โดยผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศในยุโรปด้วยกัน แต่ก็มีประชากรจำนวนไม่น้อยที่มาจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

กฎหมายใหม่ที่จะมีการลงประชามตินี้ระบุว่า หากจำนวนประชากรถึง 9.5 ล้านคนเมื่อไหร่ รัฐบาลจะจำกัดการเข้าเมืองของชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยและสมาชิกในครอบครัวด้วย และหากจำนวนประชากรเกิน 10 ล้านคน 2 ปีติดต่อกัน สวิตเซอร์แลนด์จะถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงการเคลื่อนย้ายเสรี” กับสหภาพยุโรป

🔵 [“จำกัดประชากร” ทำลายเศรษฐกิจตัวเอง?]
ผู้ที่คัดค้านกฎหมายจำกัดจำนวนประชากรโดยเฉพาะภาคเอกชนมองว่า กฎหมายนี้จะสร้างความโกลาหลยิ่งกว่าเดิมและยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยหากสวิตเซอร์แลนด์ถอนตัวจากข้อตกลงกับอียูแล้ว อาจทำให้ประเทศสูญเสียสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดเดียวของอียูได้ เนื่องจากการส่งออกของประเทศกว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาอียู นอกจากนี้อาจเกิดการขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นภาคการบริการ เช่น พนักงานโรงแรมร้านอาหาร ภาคการก่อสร้างที่มีชาวต่างชาติประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ ภาคสาธารณสุขตั้งแต่พยาบาลไปจนถึงนักวิจัยที่บริษัทยาข้ามชาติยักษ์ใหญ่จ้างพนักงานจากกว่า 120 ประเทศ

ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้มีการปรับนโยบายด้านที่อยู่อาศัย ผู้อพยพ และโครงสร้างพื้นฐานที่ตรงเป้าหมาย แทนที่จะกำหนดเป็นเพดานตัวเลขที่เข้มงวด โดยก่อนที่จะถึงการลงประชามติจริง มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมาแล้วหลายรอบ และพบว่าชาวสวิส “เสียงแตก” อย่างครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพบว่า 48 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย และ 45 เปอร์เซ็นต์คัดค้าน ดังนั้นในวันจริงผู้ที่ตัดสินน่าจะเป็นกลุ่มประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่วันนี้ “ยังไม่ตัดสินใจ”

ท้ายที่สุดยังคงต้องลุ้นกันว่าอีก 4 เดือนข้างหน้าชาวสวิสจะตัดสินใจอย่างไรกับมาตรการจำกัดประชากร และจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ทำตามในช่วงที่กระแสการเมืองโลกกำลัง “เอียงขวา” หรือไม่ แต่อย่างน้อยระบบประชามติของสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า อำนาจในการกำหนดอนาคตประเทศอยู่ในมือของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงครับ