สถาบันกวดวิชาเหล่านี้เปิดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด จากการสืบค้นของ "ล่าความจริง" พบว่า มีกระจายอยู่แทบทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ หัวเมืองต่างๆ ทุกภาค เฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบโรงเรียนกวดวิชาเข้าเตรียมทหารมากกว่า 50 แห่ง

สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนกวดวิชาประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย มีอยู่หลายปัจจัย หลักๆ ก็เช่น ค่านิยมของสังคมไทย โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่คิดว่าอาชีพทหารเป็นอาชีพที่มั่นคง โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยเป็นโรงเรียนที่มีเกียรติ เรียนจบออกมามีงานทำแน่นอน เด็กที่สอบเข้าได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งมาก มีผลการเรียนระดับปานกลาง และมีสมรรถภาพร่างกายสมบูรณ์ ก็มีโอกาสสอบติดแล้ว แถมยังเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว จ่ายหลักแสนหรือหลายแสนก็คุ้ม แถมเป็นการลงทุนระยะยาว เข้าเรียน ม.4 จนถึงจบปริญญา รวม 7 ปี เมื่อเข้าไปได้แล้วก็เรียนฟรี มีเบี้ยเลี้ยง แถมเงินเบี้ยเลี้ยงยังสูงขึ้นตามปีที่เรียน ยิ่งปีโตๆ ยิ่งเบี้ยเลี้ยงมาก เพราะนักเรียนทหารทุกคนมีสถานะเป็นข้าราชการ เรียนจบก็มีสวัสดิการตลอดชีวิต

ที่สำคัญนักเรียนทหาร โดยเฉพาะนายร้อย ไม่ว่าเหล่าไหน เมื่อเข้าไปแล้วจะถูกควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด ปิดโอกาสการเกเร หรือติดยา ซึ่งเป็นปัญหาที่ครอบครัวคนไทยที่มีลูกวัยรุ่นวัยคะนอง หวาดกลัวอย่างมาก ฉะนั้นการสอบเข้าทหาร จึงตอบโจทย์ครอบครัวที่มีลูกชายอย่างที่สุด




เมื่ออาชีพทหารกลายเป็นอาชีพยอดปรารถนา โรงเรียนกวดวิชาเพื่อให้สอบได้สมหวังก็เกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว โดยหลักสูตรการเรียนการสอนมักคล้ายๆ กัน คือติวเข้มวิชาที่ใช้สอบ ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย คือวิชาพลศึกษา ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ ดันพื้น ลุกนั่ง ดึงข้อ



รูปแบบหลักสูตรมีทั้งระยะยาวตลอดปี , ระยะสั้น 3-4 เดือน , ติวเข้ม และกินนอน หลังๆ โรงเรียนกินนอนได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะโรงเรียนกินนอนชื่อดังที่จังหวัดสงขลา เปิดแบบครบวงจร ทั้งเรียน ทั้งฝึก ทั้งทัศนศึกษา และพบปะพูดคุยกับศิษย์เก่าของโรงเรียนที่วันนี้เป็นนักเรียนนายร้อยไปแล้วด้วย

ส่วนรูปแบบการโฆษณาก็ไม่ค่อยต่างกันมากนัก เช่น การันตีสอบติด "คอร์สนี้ รับรองผล 100% ถ้าสอบไม่ติด คืนเงินในส่วนของค่าเรียน" หรือ "รับรองผล สอบผ่านข้อเขียน 100%" และสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การโชว์ภาพและรายชื่อนักเรียนในสังกัดที่สอบติดโรงเรียนเตรียมทหาร และ "โรงเรียนเหล่า" ทุกเหล่าทัพ ยิ่งมากยิ่งดี และทุกโรงเรียนจะต้องมีผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษาเป็นนายทหาร ส่วนใหญ่เป็นระดับนายพล เพื่อความน่าเชื่อถือ
ความต่างอย่างสำคัญของโรงเรียนเหล่านี้ และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูให้ดี คือเป็นโรงเรียนกวดวิชาเถื่อน หรือได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาฯ เพราะหากได้รับอนุญาต จะมีการตรวจสอบทั้งอาคารสถานที่ หลักสูตร ครูผู้สอน รวมไปถึงผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะโรงเรียนที่ทำให้น้องชายแดนเสียชีวิต เป็นสถาบันเถื่อน


ดูข้อมูลในเน็ตมามากแล้ว ไปลงพื้นที่จริงกันบ้าง "ทีมล่าความจริง" ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้จัดการโรงเรียนกวดวิชาบ้านเตรียมทหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง



ผู้จัดการโรงเรียนบอกว่า การกวดวิชาเข้าเตรียมทหาร นอกจากเน้นวิชาการแล้ว สิ่งสำคัญคือ "พลศึกษา" เพราะตอนสอบจริง มีการทดสอบสมรรถภาพด้วย ทั้งวิ่ง ว่ายน้ำ ดึงข้อ ดันพื้น และลุกนั่ง ขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็มีการควบคุมระเบียบวินัย เพื่อเสริมความพร้อมของจิตใจนักเรียน แต่ในส่วนของบทลงโทษหากกระทำผิดนั้้น ถ้าทำผิดครั้งแรกจะว่ากล่าวตักเตือน แต่หากทำผิดเรื่องเดิม 3 ครั้ง จะทำโทษด้วยการดันพื้น ลุกนั่ง ครั้งละประมาณ 20-30 ครั้ง จะไม่มีการแตะต้องตัว

จะเห็นได้ว่า ความต่างอย่างมากที่ไม่เกิดขึ้นกับน้องชายแดน ก็คือ การฝึกสมรรถภาพและการลงโทษมีจริง แต่ในโรงเรียนที่มีมาตรฐาน จะมีกฎระเบียบเข้มงวด ห้ามแตะเนื้อต้องตัวหรือกลั่นแกล้งกัน ฉะนั้นการเลือกสถาบันกวดวิชาที่เหมาะสม และได้รับการรับรอง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับโศกนาฏกรรมที่เกิดกับน้องชายแดน นาวาอากาศโท ภูเบส ซึ่งอยู่ในวงการกวดวิชาเข้าเตรียมทหารมานานเกือบ 14 ปี หวังว่า ทุกฝ่ายจะช่วยกันป้องกันแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำรอยอีก